ญี่ปุ่นในอีก 10 ปีข้างหน้า…บริษัทไหนจะร่วง บริษัทไหนจะรอด?

เรียกว่าส่งสัญญาณไฟเหลืองแล้วกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ลุ่มๆดอนๆมาหลายทศวรรษ ยิ่งช่วงนี้ข่าวคราวไม่สู้ดีในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศออกมาหนาหู บางเจ้าร้ายแรงขนาดต้องเร่ขายให้บริษัทต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลาย บางเจ้าต้องขายหุ้นให้บริษัทญี่ปุ่นด้วยกันมาช่วยอุ้มเอาไว้ ไม่นับรวมท่าทีจนตรอกที่ออกมาในลักษณะของการโกงเพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดๆกันนี้ทำเอาคนญี่ปุ่นปวดหัวไปตามๆกัน เพราะรวดเร็วจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ และต้องทำอย่างไรเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้อยู่รอดและกลับมารุ่งเรืองอย่างในอดีตอีกครั้ง

future13

ด้วยความพยายามที่จะพาประเทศให้ก้าวพ้นภาวะถดถอยเช่นนี้ สื่อน้ำดีในแวดวงเศรษฐกิจอย่างเกนได บิสสิเนสของญี่ปุ่น ออกมาช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยการทำแบบสำรวจสเกลใหญ่ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของคนทั่วไปต่ออนาคตของภาคเอกชนของญี่ปุ่น นัยว่าบริษัทไหนมีโอกาสที่จะแจว หรือจะจอดจนจมหายไปกับกระแสเศรษฐกิจโลกที่เชี่ยวกรากในอีก 5-10ปีข้างหน้า พร้อมทั้งบทวิเคราะห์สถานการณ์ของบริษัทญี่ปุ่นแบบลงลึก ใครที่สนใจลงทุน เข้าทำงาน หรืออยากรู้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเดินไปทางไหน และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร ต้องอ่าน!

ญี่ปุ่นจะเป็นแค่ “ผู้ผลิตอะไหล่”

future6

ต้องขอบคุณความก้าวหน้าของวงการไอทีที่ทำให้เทรนด์การผลิตและการบริโภคขยับเข้าสู่ยุค “อุตสาหกรรมเวอร์ชั่น 4.0” กล่าวคือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตชั้นต้น ผู้ผลิตสำเร็จ ผู้ขาย และผู้บริโภค จะเชื่อมต่อกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วยอินเตอร์เน็ต ผู้ผลิตจะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองด้วยการเลือกวัสดุและดีไซน์ แล้วส่งให้บริษัทเป็นผู้ผลิตแบบcustomization โดยที่ราคาจะยังอยู่ในระดับราคาตลาด นี่คือการปฏิวัติรูปแบบอุตสาหกรรมโดยไอที ที่จะเชื่อมโลกอินเตอร์เน็ตกับโลกความเป็นจริงให้เป็นโลกเดียวกัน

นักวิชาการต่างก็กลัวว่า ความที่ญี่ปุ่นค่อนข้างล่าช้าในเรื่องไอที ไม่เร่งปรับตัวแข่งกับพี่ใหญ่ไอทีโลกอย่างอเมริกา จะทำให้ญี่ปุ่นเสียส่วนแบ่งตลาดมหาศาล ไม่เพียงอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่ในทุกวันนี้ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยไอทีทั้งหมด รวมทั้งการผลิตที่นำไอทีเข้ามาใช้ เช่นการใช้เครื่องจักรอัจฉริยะที่มีความแม่นยำสูง และความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือการร่วมมือกันของผู้ผลิตต่างวงการ เช่นผู้ผลิตรถยนต์เจเนอรัล มอเตอร์ กับไอบีเอ็ม กูเกิ้ลกับผู้ผลิตรถยนต์เพื่อพัฒนารถที่ขับได้เองโดยไม่ต้องมีคนขับ แน่นอนว่าหากบริษัทของญี่ปุ่นไม่ร่วมมือกัน มัวแต่แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่รู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมโยงเอานวัตกรรมแปลกใหม่มาใช้ผลิตสินค้าแล้วล่ะก็ ญี่ปุ่นก็จะตกอยู่ในฐานะของ “ผู้ผลิตอะไหล่ชิ้นส่วน” ส่งให้ผู้ผลิตสำเร็จอย่างอเมริกาในอีกไม่ช้านาน

บริษัทผู้วิจัยทางเคมี Toray ร่วมมือกับยูนิโคล
บริษัทผู้วิจัยทางเคมี Toray ร่วมมือกับยูนิโคล

แต่การเปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตอะไหล่หรือชิ้นส่วนคุณภาพสูงนั้นก็นำมาซึ่งมูลค่าทางนวัตกรรมมหาศาล หนึ่งในตัวอย่างที่ดีตามความคิดเห็นของคนทั่วไป ก็คือการที่ยูนิโคลจับมือกับผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมทางเคมีอย่าง Toray ผลิตเส้นใยคาร์บอนที่มีความทนทานและยืดหยุ่นดีเยี่ยมออกสู่ตลาด ไม่เพียงใช้กับเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังนำไปพัฒนาเพื่อใช้กับที่หุ้มรถยนต์และเครื่องบินได้ นับเป็นการ “ฟีจเจอริ่ง” ระหว่างนวัตกรรมและธุรกิจที่จะพลิกกระแสการบริโภค พลิกฟื้นอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ซบเซาให้กลับเฟื่องฟูได้อีกครั้ง

เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์
เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์

ไม่ปรับตัวก็ตายลูกเดียว

มีหลายเสียงที่แสดงความไม่พอใจถึงความล่าช้าในการปรับตัวของบริษัทญี่ปุ่น บางคนกล่าวว่าเทคโนโลยีของญี่ปุ่นนั้นยอดเยี่ยมอย่างที่ประเทศอื่นๆ เช่นจีนหรือเกาหลีไม่มีทางสู้ได้ แต่ด้วยการไม่รู้จักปรับตัวทั้งในเชิงยุทธศาสตร์การตลาด รวมถึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเข้ากับเทคโนโลยี อาจทำให้ในที่สุดญี่ปุ่นต้องสูญเสียอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับจีนและเกาหลี และในส่วนของผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้าก็อาจถูกกลืนด้วยรถไร้คนขับของกูเกิ้ลจนตายสนิทไปเลยก็ได้  ตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่รู้จักปรับตัวคือบริษัท Keyence ผู้ผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้า เพราะมีโมเดลทางธุรกิจที่แปลกออกไป นั่นคือการรวบรวมเอาข้อบกพร่องทางธุรกิจของบริษัทอื่นๆ และเรียนรู้ด้วยการนำมาปรับปรุงใช้เพื่อพัฒนาตัวเอง

นักวิชาการยังให้ความเห็นอีกว่า ต่อไปจะเกิดกระแสการเหยียดกันทางเทคโนโลยี ญี่ปุ่นจะหวงเทคโนโลยีของตัวเองจนเกิดเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่ร้อนแรงมากยิ่งขึ้นในระดับโลก

บริษัทรุ่ง บริษัทร่วง

future4

ไม่เคยมียุคไหนที่คนญี่ปุ่นรู้สึกพะอืดพะอมได้เท่ากับยุคนี้ ต่างก็เรียกขานว่าเป็นยุค “หืดขึ้นคอ” ของญี่ปุ่น เพราะแม้จะสะสมชื่อเสียงในฐานะเจ้าเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นมีภาระในการคงสถานภาพนั้นไว้ ถ้าล้มก็จะถูกกระทืบซ้ำโดยคู่แข่งทันที เมื่อพิจารณาทั้งข้อจำกัดและข้อได้เปรียบของญี่ปุ่น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมญี่ปุ่นและสังคมโลก นักวิชาการและคนทั่วไปต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีธุรกิจที่ทั้งรุ่งและร่วง รวมถึงบริษัทที่อยู่รอดและตายสนิทในหลายสาขา

รถไร้คนขับของกูเกิ้ล
รถไร้คนขับของกูเกิ้ล

ในส่วนธุรกิจยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกว่าการไม่รู้จักปรับตัวและรังสรรค์เทคโนโลยีแปลกใหม่ที่ทำให้กลายเป็นผู้สร้างกระแสการบริโภคแบบใหม่ จะทำให้ทั้งสองวงการของญี่ปุ่นนั้นถึงคราวล่มจม บริษัทที่อาจรอดมีอยู่ไม่กี่เจ้า เช่นโตโยต้า ฟูจิทสึ ฮิตาชิ เดนโซ่ ฟานัค รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรและเอไออย่างแน็บเทสโก้ ส่วนบริษัทที่จะไปลับไม่กลับมา คือ ชาร์ป โตชิบา ยามาฮา และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

บริษัทค้าขายทั่วไปที่ไม่มีการผลิตเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างเช่นบริษัทมิตซุยบุตซัง หรือบริษัทการค้าของมิตซูบิชิก็จะมีปัญหา เพราะต้องแข่งกับเงินทุนนอกประเทศจำนวนมหาศาล ส่วนธุรกิจภาคการเงินที่น่าเป็นห่วงก็คือการประกันภัย เพราะอุตสาหกรรมการแพทย์ที่เจริญมากจนถึงขั้นที่ว่าต่อไปผู้คนจะคาดคะเนอายุขัยของตัวเองได้ รวมถึงเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและหุ่นยนต์ที่ช่วยให้ชีวิตมนุษย์ปลอดภัยและสะดวกขึ้น จะทำให้การประกันภัยกลายเป็นของล้าสมัย นอกจากนี้ที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งคือวงการธนาคารญี่ปุ่น จำเป็นต้องเร่งออกไปสู่นอกประเทศเพื่อครอบครองส่วนแบ่งของเงินทุน ธนาคารเจ้าใหญ่จะต้องร่วมมือกันมากกว่าแข่งขัน และต้องใช้เทคโนโลยีทางไอทีมาร่วมกับการบริหารและบริการ มิเช่นนั้นอาจเป็นไปได้ว่าธนาคารของญี่ปุ่นจะเหลือเพียง 2 ใน 3 ของปัจจุบัน และธนาคารท้องถิ่นจะล่มสลาย ส่วนธนาคารที่จะรุ่งโรจน์คือธนาคารที่รู้จักหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยธุรกิจค้าปลีก เช่น ธนาคารอิออน และธนาคารของเซเว่น อีเลเว่น

future11

ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรของญี่ปุ่นจะลดลงฮวบฮาบ และส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงวัย เมื่อผนวกกับสภาพคล่องทางการเงินที่ออกจะฝืดๆ ก็อาจจะทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้างขึ้นมาก  ธุรกิจที่จะเสียหายหนักต่อไปก็คือธุรกิจซุเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าหัวเมือง เพราะลูกค้าหลักที่เข้าสู่วัยชราไม่มีแรงไปช็อปปิ้ง แต่ถ้าเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ตามโลเคชั่นระดับพรีเมี่ยมก็จะยังมีลูกค้าอยู่ ส่วนธุรกิจที่จะไปได้สวยคือร้านสะดวกซื้อเช่นเซเว่น อีเลเว่น แฟมิลี่ มาร์ท และลอว์สัน ที่กระจายอยู่ทั่วไปและเข้าถึงได้ง่าย

อีกธุรกิจที่จะไปได้สวยคือธุรกิจอาหาร เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่มากขึ้น บวกกับชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอายุขัยที่นานขึ้น ผู้ผลิตในแวดวงอาหารอย่างอายิโนะโมโต๊ะ ที่รู้จักนำเทคโนโลยีทางด้านโภชนาการมาใช้ผลิตสินค้าก็จะสร้างกำไรได้มากขึ้นในตลาดต่างประเทศ

future3

นอกจากนี้ธุรกิจที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ก็คือธุรกิจจัดหาแรงงานและลอจิสติกส์ เพราะประชากรญี่ปุ่นจะลดลง รวมถึงประชากรในต่างจังหวัดก็จะค่อยๆหดตัว เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในเมืองหลวง การจัดหาแรงงานและการขนส่งจึงต้องเป็นไปเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง เข้าใจในธรรมชาติของคนในท้องถิ่น รวมถึงปกป้องผู้ผลิตในท้องถิ่นเพราะจะกลายมาเป็นลูกค้าหลักท่ามกลางอุปสงค์ที่หดตัวต่อเนื่อง

future7

ธุรกิจที่จะไปได้สวยก็คือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับจักรกล หุ่นยนต์ ไอที และเทคโนโลยีการสื่อสาร บริษัทอย่างซอฟต์แบ็งค์ เอ็นทีที เดต้า และอีเคอมเมิร์ซอย่างรัคคุเท็ง จะทำกำไรมหาศาล ส่วนธุรกิจที่จะติดลบหรือล่มสลายไปเลยก็คือ ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน แร่ และเหล็กกล้า

ญี่ปุ่นไปไหนไทยไปด้วย

future12

การคาดคะเนดาวรุ่ง ดาวร่วงของภาคเอกชน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนทั่วไปที่มีต่อธุรกิจแขนงต่างๆของญี่ปุ่น รวมถึงสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจและการผลิตของญี่ปุ่นที่อาจจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือนับแต่นี้ แน่นอนว่าประเทศที่รอรับการลงทุนของญี่ปุ่นอย่างใจจดใจจ่ออย่างไทย ก็จำเป็นที่จะต้อง “รู้เขารู้เรา” เพื่อวางแผนเศรษฐกิจของชาติด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมจึงมีข่าวฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นในไทยทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการบริโภคและเทคโนโลยี หากจะเจ็บให้น้อยและฟื้นตัวได้เร็ว ก็ต้องเตรียมตัวเปลี่ยนยุทธศาสตร์ พัฒนาบุคลากรและแรงงานเพื่อตอบสนองภาคการผลิตของญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ที่มา gendaibusiness

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
Tokyo Metro เตรียมนำรถไฟรุ่นใหม่ชาร์จไฟได้ ไวไฟฟรี ให้บริการปีหน้า