แองเกิ้ล
ญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ เรื่องราวแปลกใหม่และน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่หาอ่านจากที่อื่นไม่ได้

ตื่นตะลึง! มะม่วงสายพันธุ์ใหม่ ฉ่ำ ใหญ่ หวาน ความสำเร็จของการผสมพันธุ์ไทย-ญี่ปุ่น

- ANNGLE Special Promotion -

มะม่วงสายพันธุ์ใหม่ผลงานของคุณคิโยชิ คาเนโกะ (79 ปี) เป็นมะม่วงผลใหญ่ไซส์ไจแอนท์ ทั้งหอม หวาน และอมเปรี้ยวที่เข้ากันอย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีรูปทรงที่สวยงามเย้ายวนจนเรียกได้ว่าเป็น “Mango Queen (ราชินีแห่งมะม่วง)” อย่างแท้จริง มะม่วงสายพันธุ์ใหม่นี้เกิดจากการนำมะม่วงพันธุ์ไทยและพันธุ์ญี่ปุ่นมาผสมกันโดยชาวญี่ปุ่น ใช้เวลาลองผิดลองถูกกว่า 30 ปี ซึ่งจะเผยโฉมครั้งแรกในงาน JAPAN VILLAGE วันที่ 24-29 พฤษภาคม 2561 ณ ห้างสรรพสินค้า Paradise Park (ถนนศรีนครินทร์)

มะม่วงมหัศจรรย์นี้เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างมะม่วงสายพันธุ์ไทยและญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่าโดยคุณคิโยชิ คาเนโกะ (79 ปี) ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 30 ปี เขาเล่าว่า “เริ่มต้นจากการทำสนุก ๆ เป็นงานอดิเรก แต่ก็ล้มเหลวต่อเนื่องตลอด 20 ปี ช่วง 10 ปีหลังนี้เองที่พัฒนาจนได้ผลผลิตมะม่วงที่ยอมรับได้ในที่สุด สวนมะม่วงที่ทำอยู่นี้เป็นมะม่วงปลอดสารเคมีทำให้มีแมลงมาก่อกวนตลอด เราลิดกิ่งซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้สารอาหารมารวมอยู่ที่ผลเดียวเป็นการเพิ่มความหวานให้กับผลมะม่วง ที่ทำได้ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำขึ้นเพื่อขาย ถ้าเน้นทำเพื่อการค้าขายเป็นหลักก็จะดูเหมือนว่ากำลังการผลิตต่ำ แต่เพราะเรามีต้นมะม่วงถึง 60,000 ต้น (รวมทุกสายพันธุ์) ทำให้เราได้ผลผลิตมะม่วงชั้นเยี่ยมมากพอนั่นเอง” ในครั้งนี้ ANNGLE ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณคาเนโกะเกี่ยวกับจุดกำเนิดและความเป็นมาของมะม่วงมหัศจรรย์ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานอีเวนท์ JAPAN VILLAGE นี้ด้วย

สวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่ปลูกสร้างมาเป็นเวลา 30 ปี

บทสัมภาษณ์คุณคาเนโกะ

−−ทั้งที่เริ่มผลิตที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ทำไมจึงไม่เคยขายส่งในประเทศไทย

ผมไม่ได้คิดที่จะสร้างรายได้เอากำไรจากมะม่วง เพราะว่าผมมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น หลังเกษียณผมชอบขลุกอยู่กับดินเป็นงานอดิเรกและนี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นครับ ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการค้าขายก็เลยแค่คิดว่าจะทำให้ออกมาเป็นมะม่วงได้อย่างไรดี ใช้เวลาลองผิดลองถูกมาเรื่อย ๆ ช่วง 20 ปีแรกแทบไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเลย ส่วนที่ออกมาพอใช้ก็มี แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะขายได้

−−เป็นงานอดิเรกของแท้เลยนะเนี่ย

น่าจะจริงอย่างนั้นนะครับ ผมเริ่มเลี้ยงต้นกระบองเพชรเป็นงานอดิเรกมาตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว สิ่งที่สนุกที่สุดอย่างหนึ่งของการเพาะเลี้ยงต้นกระบองเพชรคือ “การทาบกิ่ง” ครับ การทาบกิ่งคือการนำกิ่งของต้นพันธุ์หนึ่งมาทาบกับกิ่งของต้นอีกพันธุ์หนึ่ง ถ้าเทียบกับมนุษย์ก็เหมือนกับการปลูกถ่ายแขนของคนอื่นมาไว้ที่ตัวเรา ซึ่งถ้าไปได้สวยก็จะสามารถเพิ่ม DNA อื่นเข้าไปเพื่อแปรเปลี่ยนให้เป็นต้นไม้พันธุ์ใหม่ได้เลย หลังจากการทาบกิ่ง ผลจากกิ่งที่ถูกผสมพันธุ์ก็จะกลายเป็นพันธุ์ผสม หรือเป็นผลของพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งครับ และถ้าทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ต้นไม้ 1 ต้นก็จะให้ผลหลากหลายรูปแบบ มันเป็นอะไรที่สนุกมาก ทุก ๆ ปีหลังช่วงเก็บเกี่ยวผมจะง่วนอยู่กับการทาบกิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยละครับ

ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือต้องเป็นมะม่วงที่อร่อย

−−อุปกรณ์ที่ใช้ก็แตกต่างจากสวนมะม่วงทั่วไป

ผมสร้างสวนนี้ให้เป็นไปตามที่ตัวผมเองวาดภาพขึ้น เพราะว่าเป็นการปลูกมะม่วงตามความชอบของตัวเอง แต่ละต้นจะปลูกเว้นระยะห่างจากกัน 5 เมตร และติดตั้งสปริงเกอร์ไว้ทุกต้น โดยสูบน้ำบาดาลจากใต้ดินที่มีระยะความลึก 1,000 เมตรขึ้นมาใช้ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสางขยายระยะ ปุ๋ยที่ใช้ส่วนมากเป็นปุ๋ยคอกจากขี้ไก่ซึ่งแต่ละต้นใช้ปุ๋ย 25 กิโลกรัมทุก ๆ 2 เดือน พอเริ่มออกผลแมลงจะมาก่อกวนในทันที จริง ๆ ผมอยากจะรีบครอบถุงเร็ว ๆ แต่มักจะทำไม่ทันการณ์ ผลผลิตจึงต่ำมากเมื่อเทียบกับการผลิตเพื่อค้าขาย ยิ่งไปกว่านั้นยังลิดกิ่งออกเพื่อลดจำนวนผลลงแล้วให้สารอาหารไปรวมอยู่ในผลผลเดียว ทำให้ปริมาณการผลิตยิ่งลดลงไปอีก แต่ว่าเรามีต้นมะม่วงมากถึง 60,000 ต้นก็เลยยังได้ผลผลิตหลายร้อยตันครับ

−−ดูเหมือนว่าจะมีมะม่วงหลายพันธุ์เลยนะ

มะม่วงของเราเป็นมะม่วงที่ตั้งต้นจากพันธุ์ Irwin (มะม่วงแอปเปิ้ล) เป็นพันธุ์เดียวกับที่ปลูกที่จังหวัดมิยาซากิของญี่ปุ่น ทำให้มะม่วงทั้งหมดมีสีแดง แต่มะม่วงนั้นมีทั้งรูปร่างเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย (ทรงหยดน้ำ) ทรงคล้ายแอปเปิ้ล ทรงรี ตอนนี้เรามีทั้งหมด 5 พันธุ์ครับ รสชาติก็มีหลากหลายตั้งแต่หวานจัดไปจนถึงรสเปรี้ยว แล้วก็มีที่อมเปรี้ยวตบท้ายนิดๆด้วย สำหรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวของทุกพันธุ์จะอยู่ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน เป็นเวลา 3 เดือน สิ่งสำคัญคือต้องรอเก็บเกี่ยวในช่วงที่กลิ่นหอมติดกับผลมะม่วงแล้ว ถ้าเป็นการปลูกเพื่อค้าขายมักจะรีบเก็บผลผลิตให้เร็ว ซึ่งทำให้มะม่วงไร้กลิ่นหอมก็มีวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าหากจะทานมะม่วงผมอยากแนะนำให้ทานตอนที่มะม่วงสุกงอมในระดับที่ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วครับ และถ้าคุณได้ทานมะม่วงของผมนี้ แน่นอนคุณอาจจะประหลาดใจกับขนาดที่มีความใหญ่โตมโหฬาร แต่หลังจากที่ได้ลิ้มรสชาติของมันแล้วความคิดเดิมที่คุณมีเกี่ยวกับมะม่วงจะถูกล้มล้างไปจนหมดเลยละครับ

ผลมะม่วงที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงยิ่งขึ้นหลังจากนี้

สนับสนุนให้ชุมชนในหมู่บ้านสามารถพึ่งพาตนเองเป็นหลักมากกว่าการหวังผลกำไร

−−ทำไมจึงตัดสินใจขายส่งในประเทศไทย

เพราะว่าแม้จะใช้เวลาถึง 30 ปีแต่ก็พัฒนาจนได้มะม่วงที่ใกล้เคียงมะม่วงในอุดมคติแล้ว การตั้งชื่อก็เช่นกัน ผมตั้งชื่อว่า “ไดจิ” ให้เหมือนชื่อลูกเพราะผมให้ความสำคัญใช้เวลาดูแลประคบประหงบเลี้ยงดูมาเหมือนเลี้ยงลูก แม้ว่าจะชื่อเหมือนผู้ชาย แต่มะม่วงนั้นเป็นผลไม้ที่มีความหวาน นุ่มนวล เหมือนกับผู้หญิง ผมตั้งใจว่าจะไม่ขายแพงเพราะว่าเป็นมะม่วงที่ผมปลูกเป็นงานอดิเรก แค่ได้เห็นคนตื่นเต้นตกใจกับความใหญ่โตและได้ลิ้มลองรสหวานอร่อยของมันผมก็ดีใจแล้ว สิ่งสำคัญคือให้ทุกคนได้สนุกเพลิดเพลินกับมะม่วงนี้อย่างยั่งยืนตลอดไป ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มทำสวน คนในชุมชนแถวนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมาก พอมะม่วงเริ่มโตผมก็แบ่งต้นกล้าไปให้ทุกคน ตอนนี้เริ่มมีการเพาะปลูกมะม่วงกันในหมู่บ้านและมีคนมาขอให้ผมไปสอนวิธีทาบกิ่งให้ด้วย พวกเขาไม่ต้องการความร่ำรวย แค่ต้องการชีวิตที่มั่นคงยั่งยืนเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้ จึงตัดสินใจนำมะม่วงมาเปิดตัวและนำมาขายให้กับทุกท่านที่สนใจ เป็นค่าตอบแทนแม้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้การทำสวนมะม่วงอยู่ได้อย่างยั่งยืนแม้ตัวผมจะจากไป อีกทั้งบริษัทญี่ปุ่นที่รู้จักกันชื่อบริษัทบิรินไคฮัทสึ (สำนักงานใหญ่:จ.มิเอะ/กรรมการ:คุณคะซึยะ นิชิยามะ) ที่รู้สึกร่วมกับคอนเซปสวนมะม่วงแห่งนี้ก็เป็นอีกแรงผลักดันหนึ่งเช่นกัน จากนี้จะมอบให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ในการดูแลและหวังว่าสวนมะม่วงแห่งนี้จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนสืบไป

คุณคาเนโกะผู้เป็นที่รักของคนในชุมชน (ตรงกลางแถวหลัง)
คุณคะซึยะ นิชิยามะ กรรมการบริษัทบิรินไคฮัทสีผู้สานต่ออุดมการณ์สวนมะม่วงสายพันธุ์ใหม่

ข้อมูลส่วนตัวเจ้าของสวนมะม่วง คุณคิโยชิ คาเนโกะ

คุณคิโยชิ คาเนโกะ (อายุ 79 ปี) เกิดปีค.ศ. 1939 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า จากนั้นเข้าทำงานที่ The Tokai Bank (ปัจจุบันคือธนาคารมิตซูบิชิยูเอฟเจ) หลังออกจากงานผันตัวไปเป็นนักธุรกิจประกอบกิจการธุรกิจหลายอย่างโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดมิเอะ และเกษียณจากการทำธุรกิจเมื่ออายุ 50 ปี ในตอนนั้นเองได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่และเกิดความหลงใหลจึงเปิดสวนมะม่วงขึ้นที่นั่น เขาทำการปรับปรุงพันธุ์มะม่วงโดยให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติควบคู่ไปกับการสร้างงานให้คนในท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ และค่อยๆขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆจนปัจจุบันสวนมะม่วงมีพื้นที่รวมทั้งหมดราว 754 ไร่

สามารถรับประทาน Mango Queen ผลสุกงอม 2 สายพันธุ์ได้ที่งาน JAPAN VILLAGE

Daichi no Megumi
ใช้มะม่วงพันธุ์ Irwin (มะม่วงแอปเปิ้ล) ที่มีมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแม่พันธุ์นำมาผสมกับมะม่วงไทยพันธุ์ต่าง ๆ จนสำเร็จ มีรูปร่างคล้ายกับผลแอปเปิ้ล ลูกที่ใหญ่อาจมีน้ำหนักมากถึงลูกละ 2 กิโลกรัม แต่ก็คงความหวานฉ่ำไว้เท่าเดิม นอกจากนี้แม้ยังไม่ได้ปอกเปลือกก็มีกลิ่นหอมหวานออกมาที่ผิวมะม่วง เรียกได้ว่านี่คือมะม่วงมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

Daichi no Tsuya
มะม่วงทรงรีผลสีแดงแวววาวเป็นประกาย ปลูกโดยใช้วิธีการลิดกิ่งเหมือนกับพันธุ์ Daichi no Megumi เพื่อให้มะม่วงแต่ละผลได้รับสารอาหารเต็มที่ ทำให้ได้ออกมาเป็นมะม่วงผลใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ในช่วงที่กำลังสุกงอมมีรสชาติหวานฉ่ำซ่อนเปรี้ยวที่เข้ากันได้อย่างลงตัว นี่คือมะม่วงที่เงางามเฉิดฉายอย่างแท้จริง

ข้อมูลอีเว้นท์ JAPAN VILLAGE Vol.4
วันที่จัดงาน: วันพฤหัสฯที่ 24 พฤษภาคม 2018 – วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2018
สถานที่: ชั้น 1 รอยัล พาร์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค (ถนนศรีนครินทร์)
Tokyu Paradise Park Facebook Fanpage
Paradise Park Official Website

ติดตามข่าวอัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับ Mango Queen ได้ที่
Mango Queen Official Facebook Fanpage

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ

Get real time updates directly on you device, subscribe now.

- ANNGLE Special Promotion -

Leave a Reply