【แชร์ประสบการณ์】สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ง่าย…แต่ไม่เกินความสามารถ #5 สอบสัมภาษณ์

สวัสดีค่า ~ กลับมาเจอกันในบทความแชร์ประสบการณ์การสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอีกครั้งแล้วนะคะ ทั้งคนที่คอยติดตามมาตั้งแต่บทความแรก แล้วก็ที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรกที่บทความนี้เลยค่ะ

ขอสรุปสั้น ๆ สำหรับคนที่เพิ่งเคยเจอกันในบทความนี้เป็นครั้งแรกนะคะ ทุนที่ NonBri สอบ เป็นทุนสำหรับนักศึกษาหรือนิสิตมหาวิทยาลัย ที่กำลังเรียนอยู่ในเอกญี่ปุ่น ชื่อว่าทุน “Japanese Study” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ทุนญี่ปุ่นศึกษา” ค่ะ ส่วนรายละเอียดสามารถเริ่มอ่านได้จากบทความตอนแรกเลยนะคะ >> 【แชร์ประสบการณ์】สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ง่าย…แต่ไม่เกินความสามารถ

และวันนี้ NonBri จะมาเล่าเรื่องตอนสอบสัมภาษณ์ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นให้ฟังกันค่ะ ว่าแล้วก็ลงไปอ่านกันต่อได้เลย^^

วันประกาศผล

หลังจากที่เข้าไปนั่งงง ใช้ทั้งหนึ่งสมองสองมือและแต้มบุญกันในห้องสอบข้อเขียนเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ผู้สมัครสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นทุกคนรอคอยในขั้นตอนต่อมาก็คือ “รอประกาศผล” ค่ะ

การประกาศผลจะประกาศผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นฯ ส่วนปีที่ NonBri สอบ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะประกาศช่วงบ่ายสามโมงค่ะ แต่ว่าแต่ละปีจะประกาศตอนไหน จุดนี้ต้องคอยลุ้นกันเอานะคะ ที่แน่ ๆ คือไม่มีการเลื่อนประกาศแต่อย่างใดค่ะ

ในวันประกาศผล บนเว็บไซต์จะมีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ให้ดาวน์โหลดมาดูค่ะ พอโหลดไฟล์มาแล้วก่อนอื่นก็ต้องรีบหาชื่อตัวเองเลยค่ะ! ตอนนั้นยอมรับว่าตื่นเต้นจนมือสั่นเลย… เลื่อน ๆ ลงมา อ๊ะ เจอชื่อตัวเองแล้ว! แต่ก็ยังไม่มั่นใจ ดูซ้ำใหม่ เรียกเพื่อนมาช่วยดูว่านี่ใช่ชื่อตัวเองมั้ย (ฮาา)  เมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่ามีชื่อตัวเองแน่ ๆ สิ่งที่รอเราอยู่ในขั้นตอนต่อไปก็คือการเตรียมเอกสารเพิ่มเติม และเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ค่ะ

เอกสารเพิ่มเติม

เอกสารเพิ่มเติมที่ว่าก็คือ การกรอกใบสมัคร Application form อย่างละเอียด โดยต้องกรอกเป็นภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น หน้าตาของใบสมัครนี้จะเป็นกระดาษสีทึม ๆ ขนาด A3 พับครึ่ง (พับแล้วออกมาเท่ากับ A4 พอดี) มีให้กรอกตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล ข้อมูลส่วนตัว มหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษา รวมทั้งมีให้กรอกประวัติการศึกษาย้อนไปถึงระดับประถมกันเลยทีเดียว

นอกจากข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ แล้ว ยังจะต้องแนบใบรับรองจากมหาวิทยาลัย ใบเกรด ที่ระบุเกรดจนถึงปัจจุบันเป็นภาษาอังกฤษ เขียน Study Plan และเขียน Future Plan ซึ่งหมายถึงแผนหลังจากไปแลกเปลี่ยนกลับมาแล้ว เรียนจบแล้วอยากทำอะไรต่อด้วยอีกเล็กน้อยค่ะ ส่วนใครที่มีใบสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นก็สามารถถ่ายเอกสารแนบไปด้วยได้ค่ะ เพราะอาจจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณา เนื่องจากกรรมการจะสามารถประเมินความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของเราได้คร่าว ๆ ด้วย (แต่ก็ขึ้นอยู่กับผลสอบข้อเขียนและการพูดคุยตอนสัมภาษณ์ด้วยนะคะ) ที่สำคัญและขาดไม่ได้อีกอย่างเลยก็คือ “การเลือกมหาวิทยาลัย” ค่ะ

เลือกมหาวิทยาลัยที่อยากไปแลกเปลี่ยน

การสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภททุนญี่ปุ่นศึกษา (Japanese Study) เปิดโอกาสให้ผู้สมัครสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่ตนเองอยากไปแลกเปลี่ยนได้ค่ะ โดยสามารถเลือกได้ 3 อันดับ พร้อมเขียนเหตุผลสั้น ๆ ลงในใบสมัครด้วย (สั้นจริง ๆ ประมาณ 3-4 บรรทัดเท่านั้นค่ะ) และถ้าหากสอบผ่านไปถึงขั้นลึก ๆ ทางญี่ปุ่นก็จะส่งข้อมูลของผู้สมัคร ก็คือใบ Application form ที่เรากรอกกันนี่ล่ะค่ะ ไปตามมหาวิทยาลัยที่เราเลือก แล้วจึงรอให้ทางมหาวิทยาลัยพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับผู้สมัครคนนี้เข้าเรียนค่ะ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมใบสมัครจึงต้องกรอกด้วยภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่นเท่านั้น และทำไมจึงกรอกยากเย็นนักนั่นเองค่ะ

อีกทั้งมหาวิทยาลัยที่เราเลือกกรอกลงไปนี้อาจจะไปโผล่ในคำถามตอนที่สอบสัมภาษณ์ด้วยค่ะ ดังนั้นอย่าลืมศึกษาข้อมูลมหาวิทยาลัยกันสักเล็กน้อยนะคะ (สักหน่อยก็พอ ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ค่ะ)

ไปสอบสัมภาษณ์ให้ตรงเวลา

ในตอนที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ จะระบุเวลาที่จะได้สอบสัมภาษณ์มาด้วยเลยค่ะ พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ก่อนก็คือจะแบ่งเป็นช่วงเช้าและบ่าย และแต่ละคนจะมีเวลาระบุอีกทีว่าเริ่มตอนประมาณกี่โมง กี่นาทีค่ะ ส่วนการเรียงลำดับก็จะเรียงตามหมายเลขของผู้สมัคร ไม่ได้เรียงตามคะแนนสอบแต่อย่างใดนะคะ ใครยื่นใบสมัครไว ก็มีผลคือได้สอบสัมภาษณ์ไวค่ะ ส่วนคนที่ยื่นใบสมัครท้าย ๆ หากสอบผ่านข้อเขียน ก็จะได้สอบสัมภาษณ์เป็นคนท้าย ๆ นั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตามผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์จะต้องไปรายงานตัวก่อนถึงเวลาสัมภาษณ์ตามรายละเอียดที่เขียนบอกในไฟล์ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผู้สมัครคนนี้มาแล้วนะ! แล้วจึงรอเวลาสัมภาษณ์ต่อไปค่ะ

การสอบสัมภาษณ์จะจัดขึ้นที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย สัมภาษณ์รอบเดียวจบ และควรกะเวลาในการเดินทางไปสอบสัมภาษณ์ให้ดีค่ะ เพราะหากมาสาย ไม่ตรงเวลาและไม่มีการติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า ผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์อาจเสียสิทธิ์ทันทีค่ะ เพราะการไม่รักษาเวลานอกจากจะทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นกรรมการและเจ้าหน้าที่ได้รับความลำบากแล้ว ยังเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่น ๆ ทางอ้อมด้วย  NonBri เคยมีเพื่อนที่ไปสอบสัมภาษณ์ไม่ทัน และหมดสิทธิ์สอบด้วยค่ะ ดังนั้นหากใครที่ได้อ่านบทความนี้ และมีสิทธิ์ไปสอบสัมภาษณ์ อย่าลืมกะเวลากันให้ดีนะคะ หรือจะออกก่อนเวลาสักนิดก็ได้ เพราะไปเร็วดีกว่าไปช้าค่ะ

ห้องเย็น

การสอบสัมภาษณ์ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ NonBri ได้สัมผัสมา จะเป็นรูปแบบ 3:1 ค่ะ คือมีกรรมการ 3 คน ต่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ 1 คน ก็คือรุมถามกันให้เละไปเลย…ล้อเล่นนะคะ ที่จริงจะมีกรรมการสักกี่คนเราก็ต้องสู้ค่ะ! เพราะเราอยากได้ทุนไปญี่ปุ่น ฮ่า ๆ ส่วนเชื้อชาติของกรรมการสอบสัมภาษณ์ มีทั้งคนไทยแล้วก็คนญี่ปุ่นเลยค่ะ

ก่อนสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่จะเรียกเราไปเข้า “ห้องเย็น” ค่ะ ที่เรียกห้องเย็นเพราะว่าแอร์มันหนาวเหลือเกิน… เป็นห้องข้าง ๆ ห้องสัมภาษณ์ โดยขณะที่คนก่อนหน้าเรากำลังพูดคุยกับกรรมการอยู่ ผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์คนต่อไปจะต้องมานั่งนิ่ง ๆ คนเดียวในห้องที่ว่านี้เพื่อรอสัมภาษณ์ค่ะ

พี่เจ้าหน้าที่ก็จะเชิญเราเข้าไปนั่งแล้วจากไปด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ระหว่างนั้นบนโต๊ะจะมีกระดาษ 1 ใบ เขียนด้วยภาษาอังกฤษว่าเราต้องทำอย่างไรบ้างเมื่อเข้าไปสัมภาษณ์ เช่น ให้แนะนำตัวคร่าว ๆ ภายในเวลา 3 นาที ให้พูดเกี่ยวกับ Study Plan ว่าคิดจะทำเรื่องอะไร ทำไมจึงอยากศึกษาเรื่องนี้ในเวลากี่นาที ๆ เป็นต้นค่ะ อ่านแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ยากถ้าเตรียมตัวสัมภาษณ์มาดี แต่บรรยากาศ ความตื่นเต้น และการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวก่อนสัมภาษณ์ในห้องเย็นนี้อาจจะทำให้หลายคนตื่นเต้นกว่าเดิม (รวมทั้ง NonBri ด้วย) ก็เป็นได้ค่ะ สิ่งที่ NonBri คิดว่าแนะนำได้ในขั้นตอนนี้ก็คือ…สูดหายใจลึก ๆ พยายามมีสติกับการสัมภาษณ์ และอย่าเกร็งเกินไปค่ะ (พูดง่ายแต่ทำยากเนอะคะ TwT)

คำถามที่พบบ่อยในการสอบสัมภาษณ์ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

ก่อนอื่นเลยต้องขอย้ำอีกครั้งว่าการสอบทุนประเภท Japanese Study นี้เป็นทุนสำหรับผู้กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น ดังนั้นการสอบสัมภาษณ์ทั้งหมดจะใช้ภาษาญี่ปุ่นนะคะ คำถามที่ยังไงก็ต้องเจอเลยก็คือกรุณาแนะนำตัวคร่าว ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ ส่วนคำถามอื่น ๆ ก็เช่น

  • ช่วยพูดถึง Study Plan ของคุณให้กรรมการฟังหน่อยว่าเกี่ยวกับอะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และประโยชน์จากการศึกษานี้คืออะไร
  • คิดว่าสามารถไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ญี่ปุ่นได้ไหม ไม่คิดถึงพ่อแม่เหรอ
  • คิดว่าข้อดีและข้อเสียของตัวเองคืออะไร
  • ชอบอะไรของญี่ปุ่น ทำไมจึงอยากไปญี่ปุ่น
  • ทำไมจึงเลือกสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
  • ทำไมถึงอยากไปแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยที่เขียนลงไปในใบสมัคร
  • ทำไมถึงอยากไปอยู่จังหวัดนี้ของญี่ปุ่น จุดเด่นของที่นั่นคืออะไร

หรืออาจมีการแย้งความคิดของเรา เช่น ในการสอบสัมภาษณ์ เราได้พูดไปว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนตรงเวลา แต่อาจโดนกรรมการแย้งว่า “ที่จริงคนญี่ปุ่นก็ไม่ใช่คนตรงเวลานะ” แล้วดูว่าเราจะใช้ไหวพริบตอบอะไรต่อจากนั้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่กรรมการจะถามลงลึกเกี่ยวกับ Study Plan ของเราไปถึงจุดที่แม้แต่เราเองก็ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เตรียมคำตอบไว้เผื่อ ก็ต้องใช้กึ๋นในการตอบคำถามกันสักหน่อยนะคะ!

อย่างไรก็ตาม กรรมการที่สัมภาษณ์ไม่ได้ใจร้ายใจมาร น่ากลัวกันทุกคนค่ะ เรายังสามารถพูดคุยกับเค้าได้ปกติแม้จะตื่นเต้น ๆ ก็ตาม NonBri คิดว่าหากเราเกร็งจนเกินไปจะยิ่งทำให้การตอบคำถามของเราดูไม่เป็นธรรมชาติ และอาจลืมอะไรที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด จนมาเสียดายทีหลังก็ได้ค่ะ ดังนั้นอย่าลืมผ่อนคลายบ้าง ไม่ต้องเกร็งจนเกินไปนะคะ ที่สำคัญคืออย่าโกหกเด็ดขาดค่ะ พยายามรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ จุดไหนที่ไม่รู้จริง ๆ อาจจะลองตอบว่า “ขอโทษที่ยังศึกษามาไม่ละเอียดมากพอ แต่ถ้าได้โอกาสไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นจริง ๆ จะตั้งใจหาคำตอบมาให้ได้ค่ะ” ดูก็ได้นะคะ กรรมการจะได้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราด้วย

สุดท้ายนี้ NonBri ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่คิดจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นทุกคนเลยนะคะ หรือจะเข้ามาสอบถาม พูดคุยกันที่เพจ Facebook : NonBri ก็ได้ค่ะ บทความแชร์ประสบการณ์สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงมีตอนต่อไป เพราะกว่าจะได้เป็นนักเรียนทุนยังไม่จบแค่นี้ อย่าลืมรอเจอกันที่บทความหน้านะคะ!

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก : pixabaykinkhaaw

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
【แชร์ประสบการณ์】สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ง่าย…แต่ไม่เกินความสามารถ #3 กว่าจะได้เจอหน้ากรรมการ