งานเที่ยวโทโฮคุ ญี่ปุ่น !

【แชร์ประสบการณ์】สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ง่าย…แต่ไม่เกินความสามารถ #3 กว่าจะได้เจอหน้ากรรมการ

สวัสดีค่ะทุกท่าน วันนี้ nonBri กลับมาแชร์ประสบการณ์สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอีกเช่นเคยนะคะ คราวที่แล้ว…ได้เล่าถึงใบสมัครและภาพรวมข้อสอบทุนมงฯ คร่าวๆ ไปแล้ว ตอนแรกเลยกะว่าวันนี้จะมาเข้าเรื่องด้วยการเขียน Study Plan หรือ 研究計画 (Kenkyuu-keikaku) ซึ่งหากสมัครสอบทุนประเภท Japanese Study ผู้สมัครจะต้องเขียนส่งกันทุกคนค่ะ แต่ว่าเปลี่ยนใจ…ขอคั่นด้วยการเล่าถึงขั้นตอนก่อนหน้านั้นอีกสักหน่อย เพื่อความต่อเนื่องนะคะ

อยากไปเรียนปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น

ก่อนจะมาสมัครทุน Japanese Study ความจริงแล้ว nonBri เคยสมัครทุนประเภทอื่นมาก่อนค่ะ ตั้งแต่สมัยยังอยู่ ม.6 อยู่เลยล่ะค่ะ ตอนนั้นก็เป็นแค่เด็กคนนึงที่ชอบ (การ์ตูน) ญี่ปุ่นมากๆ อยากไปเที่ยว อยากไปเรียน อยากไปอยู่ ตามประสาเด็กๆ นั่นล่ะค่ะ แต่ที่บ้านก็ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมากพอที่จะส่งให้เราไปเรียนที่นั่นได้ (หรือแม้แต่แค่ไปท่องเที่ยวก็ตาม กระซิกๆ) โชคดีที่ได้อาจารย์แนะนำให้รู้จักกับ “ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น” ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าถ้าสอบได้ทุนนี้ ก็จะมีโอกาสได้ไปเรียนป.ตรีที่ญี่ปุ่น 4 ปีเลย (หมายถึงทุนนักศึกษาปริญญาตรี – Undergraduate Students)

ตอนนั้นก็ตาลุกวาวมาก รีบกลับบ้านบอกแม่ว่า “หนูจะสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนะ” เตรียมเอกสารต่างๆ เสร็จสรรพ กะว่าฉันจะต้องอนาคตสดใส ได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแน่ๆ …จนกระทั่งลองดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาทำ…

เตรียมตัวช้าเกินไป

พอลองลองดาวน์โหลดข้อสอบเก่ามาทำแล้ว…ก็ได้รับรู้ว่าเราเตรียมตัวช้าไปค่ะ ข้อสอบมีหลายวิชา ถ้าจำไม่ผิดมีทั้งคณิต ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ (ใครที่สนใจ ลองหาข้อมูลจากเว็บไซต์สถานทูตอีกทีนะคะ) และข้อสอบจะเป็นภาษาอังกฤษค่ะ

สำหรับทุนประเภทนี้ ยังไม่ต้องได้ภาษาญี่ปุ่นคล่องปรื๋อก็สอบได้นะคะ แต่ต้องฟิตวิชาการด้านอื่นแทน จากมุมมองของ nonBri คิดว่าสายวิทย์-คณิตได้เปรียบกว่าสายภาษาค่ะ (แต่ไม่ใช่ว่าคนที่เรียนสายภาษาจะสอบไม่ได้นะคะ! เพราะเราเองเรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นก็ไปสอบมาแล้วเหมือนกัน) ถ้าเผื่อใครที่เล็งทุนนี้ไว้ก็ขอแนะนำให้เริ่มอ่านหนังสือ โหลดข้อสอบเก่ามาศึกษามาลองทำตั้งแต่เริ่มขึ้นม.ปลายเลยยิ่งดีค่ะ หรือใครเพิ่งจะสนใจตอนนี้ อ่านตอนนี้ก็ทันค่ะ แต่ต้องบวกความมุ่งมั่นและพยายามเข้าไปด้วยนะ!

ส่วน nonBri สอบไม่ติดไปตามระเบียบค่ะ เนื่องจากเป็นการสอบทุนครั้งแรก แต่หวังเอาไว้สูง ก็เจ็บหนักเอาการเลยค่ะ แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปนะคะ เข้ามหาวิทยาลัยที่ไทย เลือกเรียนสายภาษาญี่ปุ่นตามที่ตัวเองชอบ เดี๋ยวต่อไปก็คงได้ไปญี่ปุ่นเองสักวันแหละน่า! (<<คิดแบบนี้จริงๆ)

อยากไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น


ถึงแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นสมใจอยากแล้ว แต่ความฝันที่ว่าอยากไปญี่ปุ่นยังไม่ถูกเติมเต็ม บวกกับการได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น น่าจะเป็นฝันของใครหลายๆ คนเหมือนกันใช่ไหมคะ? เพราะอย่างนั้นถึงไม่ได้ไปเรียนญี่ปุ่นตลอด 4 ปี แต่การได้ไปแลกเปลี่ยนสักปีก็ไม่เลวเลยนะคะคุณ

และรัฐบาลญี่ปุ่นเค้าก็มีทุนการศึกษาเพื่อนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่เรียนสายภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็คือทุน Japanese Study ให้ไปศึกษาภาษาและวัฒนธรรมประมาณ 1 ปี nonBri กับเพื่อนๆ ก็ไม่รอช้า ติดตามข่าวสาร เตรียมเอกสารและยื่นใบสมัครตั้งแต่ปี 2 เลยค่ะ (ทุนญี่ปุ่นศึกษานี้ ส่วนใหญ่แม้ผู้สมัครจะเป็นนิสิต/นักศึกษาชั้นปีที่ 3 แต่ปี 2 ก็สมัครได้นะคะ)

ในวันสอบ ข้อสอบหน้าแรกๆ พอทำได้ หน้าหลังๆ รู้สึกว่านี่มันคืออะไรกันนะ ทำไมฉันอ่านไม่ออก… ทุกคนออกจากห้องสอบด้วยความมึนงง nonBri เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่วันประกาศผลดันมีชื่อตัวเอง!!!

เย้! สอบข้อเขียนผ่านแล้ว!!

ลืมบอกไปเลยค่ะว่า การประกาศผลจะประกาศผ่านเว็บไซต์ของสถานทูต ต้องดาวน์โหลดไฟล์มาเพื่อตามหาชื่อตัวเอง ถ้ามีก็แสดงว่าผ่าน!!! แล้วก็จะต้องเตรียมเอกสาร เตรียมตัวสัมภาษณ์ต่อไปค่ะ วันประกาศผล nonBri และเพื่อนๆ ใจไม่อยู่กับตัวเลยล่ะค่ะ พอรู้ผลแล้วก็มีอะไรต้องทำมากมาย ตั้งแต่คุยกับเพื่อนๆ ที่ไปสอบด้วยกัน บอกพ่อแม่ เตรียมเอกสารเพิ่ม ไปจนวิ่งไปกรี๊ดดีใจใส่น้องแมวที่บ้าน (เอ๊ะ?) และ “เตรียมตัวสัมภาษณ์” ค่ะ

เลือกมหาวิทยาลัย

การสัมภาษณ์ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกโดยข้อสอบข้อเขียนจะต้องเดินทางไปสัมภาษณ์ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (MRT ลุมพินี) เรื่องเล่าเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ เดี๋ยว nonBri ขอเล่าในโอกาสหน้า ส่วนคราวนี้ขอเล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นก่อนนะคะ

nonBri (และเพื่อนๆ อีกหลายคน) ผ่านสัมภาษณ์ค่ะ นอกจากการสัมภาษณ์ อีกขั้นตอนสำคัญก็คือการเลือกมหาวิทยาลัยค่ะ เราจะต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าเรียนที่ญี่ปุ่น 3 อันดับ คล้ายๆ การ Admission เลยค่ะ (เดี๋ยวนี้เค้าเลิกใช้ระบบนี้กันแล้วสินะคะ ฮือ…) ซึ่งสถานทูตจะมีหนังสือแนะนำมหาวิทยาลัยเล่มหนา ภายในมีรายละเอียดของมหาวิทยาลัยที่สามารถเลือกไปแลกเปลี่ยนได้ของทั้งประเทศญี่ปุ่น และเงื่อนไขที่ผู้สมัครจำเป็น/ควรจะต้องมีค่ะ

ตอนนั้น nonBri มีผลการสอบวัดระดับ JLPT อยู่ที่ระดับ N3 แต่เท่าที่ดูๆ มา มหาวิทยาลัย (ส่วนใหญ่) จะต้องการระดับ N2 หรือเทียบเท่า (หรือมากกว่า) ค่ะ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือเลือกม.ที่เราคุณสมบัติถึง แต่ nonBri ลองเสี่ยง เลือก Tokyo Gakugei University ไว้ที่อันดับ 1 ซึ่งคุณสมบัติคือต้องได้ระดับ N2 ขึ้นไปค่ะ

รอจดหมาย

หลังจากผ่านสัมภาษณ์ หลังจากเลือกมหาวิทยาลัย สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ รอ…รอ…แล้วก็รอค่ะ

สถานทูตจะส่งข้อมูลผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกให้กับทางญี่ปุ่น และทางญี่ปุ่นจะส่งผลตอบรับให้กับผู้สมัครทางจดหมายเป็นภาษาอังกฤษ และจะต้องรอนานมากๆ นานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียวค่ะ (จดหมายมาช่วงเดือนกรกฎาคม) วิธีเดียวที่ทำได้คือถามเพื่อนๆ ที่ผ่านสัมภาษณ์เหมือนกันว่า “จดหมายมาหรือยัง” แต่ก็ไม่มีใครรู้จนกว่าจดหมายจะมาถึงนั่นแหละค่ะ

ระหว่างนั้นยังมีเรื่องกังวลที่หลายๆ คนอาจต้องเจออีกเรื่อง นั่นก็คือ “การลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนถัดไป” (ที่ไทย) เพราะยังไม่รู้ว่าจะได้ไปญี่ปุ่นแน่หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องจัดตารางเรียนที่ไทยเตรียมไว้ด้วยนั่นเองค่ะ

ฝันสลาย

เล่ามาตั้งนาน สุดท้ายมีสายโทรศัพท์จากเพื่อนๆ โทรมาเล่าว่า “ผ่านแล้วนะ!” เราเองก็ได้แต่คอยจดหมายต่อไป ทำไมยังไม่มาถึงสักที ตรงนี้เป็นข้อสังเกตของ nonBri เองค่ะว่า “หากจดหมายมาช้ากว่าเพื่อนสักระยะ นั่นอาจหมายถึงคุณไม่ผ่านการคัดเลือก” (เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะคะ)

สองวันต่อมา nonBri และเพื่อนอีกครึ่งหนึ่งก็ได้รับจดหมาย แต่เป็นจดหมายที่บอกว่าคุณไม่ผ่านการคัดเลือกและขออวยพรให้พบเจอโอกาสที่ดีในครั้งหน้า ตอนนั้นจิตตกนานมากเลยค่ะ ความหวัง ความพยายาม ระยะเวลาที่รอมาเกือบครึ่งปีเหมือนกลายเป็นเรื่องล้อเล่น ได้แต่แสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้ไป ส่วนคนที่ไม่ผ่านก็ต้องดูแลตัวเอง

ลองดูอีกสักครั้ง

อย่างที่เขียนไปด้านบนว่า ทุนประเภทญี่ปุ่นศึกษา สามารถสมัครได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ชั้นปีที่ 2 เมื่อวันเวลาเวียนมาจนครบ 1 ปี เพื่อนๆ หลายคนเข็ดกับเส้นทางสายนี้ เปลี่ยนไปเรียนแลกเปลี่ยนด้วยการสมัครโครงการของมหาวิทยาลัยแทน (เสียค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ากินอยู่เอง) แต่ nonBri ก็ยังไม่รวยสักที คงต้องลองสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอีกสักทีแล้วล่ะ…!

เห็นไหมคะว่า…ถ้าหากสมัครสอบตั้งแต่อยู่ปี 2 เราจะยังมีโอกาสอีกครั้งตอนปี 3 หากไม่ผ่านในครั้งแรก คราวนี้ nonBri กะว่าถ้าไม่ได้ไป ก็ทำใจแล้วเรียนที่ไทย 4 ปีจบก็ได้ แต่ก็ตั้งใจทำข้อสอบเต็มที่นะคะ

สุดท้าย…ไม่รู้ว่าด้วยความพยายาม ด้วยโชคที่สั่งสมมา ด้วยจังหวะ หรือด้วยเหตุผลอันใด แต่ก็สามารถสอบผ่านข้อสอบข้อเขียน ผ่านสัมภาษณ์ และในที่สุดก็ได้รับจดหมายเชิญว่าคุณผ่านการคัดเลือกแล้วจากญี่ปุ่นล่ะค่ะ!!

JLPT ก็สำคัญ

ความจริงแล้ว ที่ nonBri ตั้งใจเขียนบทความชุดนี้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากจะเป็นกำลังใจ และอยากแนะนำแนวทางให้กับหลายๆ คนที่อาจเจออะไรคล้ายๆ กัน หรือหลายคนที่ยังไม่รู้จักกับทุนนี้ ให้ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองดูค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าเราทำไม่ได้ถ้าหากยังไม่ได้ลองทำนะคะ

ในส่วนของมหาวิทยาลัยที่เลือก nonBri เลือกมหาวิทยาลัยเดียวกับตอนที่ตกรอบไปเมื่อปีก่อนหน้าเลยล่ะค่ะ เพราะทำยังไงก็อยากได้ที่นี่จริงๆ สิ่งที่มีมาเพิ่มคือไปสอบจนได้ N2 มาแล้ว และเปลี่ยนหัวข้อ Study Plan ที่ต้องการไปศึกษาที่ญี่ปุ่นค่ะ

nonBri คิดว่าผลการคัดเลือกได้มาจากหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ความสามารถ ผลสอบวัดระดับ ข้อสอบข้อเขียน ไปจนถึงการเลือกมหาวิทยาลัย การสัมภาษณ์ ทุกอย่างล้วนเป็นส่วนที่มีผลกับอนาคตและผลการตัดสินทั้งนั้นค่ะ แต่แต่ละส่วนจะมีผลมากน้อยแค่ไหนคงไม่มีใครรู้ได้นอกจากกรรมการตัดสิน ดังนั้นหากใครอยากลองสมัครดู ก็ขอให้พยายามให้เต็มที่กับทุกขั้นตอน (แต่อย่าเผลอกดดันตัวเองเกินไปนะคะ) แล้วไว้คราวหน้า… nonBri จะกลับมาเล่าเรื่องการสัมภาษณ์ กับ Study Plan ให้อ่านกันนะคะ!

สำหรับใครที่อยากพูดคุยอะไรเพิ่มเติม สามารถเข้ามาคุยกันได้ที่เพจ Facebook Anngle Thailand หรือที่เพจ nonBri กันได้นะคะ!

 

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก : thisiscolossal , yu-bin.jpkinokuniyadiamond.jpgoalfreeten-navioshiete.gooumaku.jp

Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
【แชร์ประสบการณ์】สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ง่าย…แต่ไม่เกินความสามารถ