ญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ เรื่องราวแปลกใหม่และน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่หาอ่านจากที่อื่นไม่ได้

ต้นเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทิ้งอาหารมากที่สุดติดอันดับโลก

ตอนนี้ปัญหาขยะพลาสติกกำลังเป็นประเด็นระดับโลกที่ใคร ๆ ต่างก็กำลังร่วมมือหาทางแก้ไขกันอยู่ แต่อีกหนึ่งปัญหาขยะที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ “ปัญหาขยะอาหาร” โดยประเด็นของขยะอาหารที่นานาชาติกำลังให้ความสนใจก็คือ อาหารและวัตถุดิบทางอาหารที่ยังรับประทานได้อยู่แต่กลับถูกทิ้งเป็นขยะอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหนึ่งประเทศที่ให้ความสนใจกับประเด็นนี้เป็นอย่างมากก็คือ “ญี่ปุ่น” ท่ามกลางอาหารมากมายที่ถูกบรรจงจัดแต่งให้ดูน่าทาน วัตถุดิบที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่ติดอันดับมีขยะอาหารมากที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก

ปัญหาขยะอาหารของญี่ปุ่น

ปริมาณขยะอาหารที่ถูกทิ้งต่อคนในประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และอยู่ในอันดับท็อปของเอเชีย ปริมาณของผลิตภัณฑ์อาหารที่ยังสามารถรับประทานได้แต่กลับถูกทิ้งมีมากถึงประมาณ 6.21 ล้านตันต่อปี ซึ่งถ้าลองคำนวณเปรียบเทียบเป็นเมนูข้าวหน้าเนื้อที่มีปริมาณต่อถ้วยอยู่ที่ 400 กรัมแล้วละก็ จะได้ปริมาณเท่ากับข้าวหน้าเนื้อกว่า 1.5 ล้านชามเลยทีเดียว!! เมื่อลองแบ่งประเภทที่มาของขยะอาหาร 6.21 ล้านตันดูแล้วจะพบว่า เป็นขยะอาหารที่มาจากภาคธุรกิจ เช่น ซุปเปอร์ฯ และร้านอาหารราว 3.39 ล้านตัน และมาจากครัวเรือนราว 2.82 ล้านตัน เรียกว่าได้ประมาณครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

ปริมาณของอาหารที่ทั่วโลกส่งไปช่วยเหลือผู้คนที่ต้องประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารจะอยู่ที่ราว 3.2 ล้านตัน ในทางตรงกันข้ามอาหารจำนวนมากกว่านั้น 2 เท่ากลับถูกทิ้งที่ประเทศญี่ปุ่น นี่เป็นแค่การเปรียบเทียบให้ดูว่ามีอาหารจำนวนมากมายแค่ไหนที่ถูกทิ้งในแต่ละปี แต่อันที่จริงแล้วอาหารทั้งหมดไม่ได้ถูกทิ้งทำลายไปเฉย ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ในจำนวนนั้นก็ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ทำเป็นปุ๋ย หรือนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ด้วยเช่นกัน

เหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นมีขยะอาหารเป็นจำนวนมาก

ว่ากันว่าขยะอาหารในประเทศญี่ปุ่นมีที่มาเกี่ยวข้องกับวันที่ควรบริโภคก่อนของอาหาร อาหารที่เข้าใกล้วันหมดอายุและวันที่ควรบริโภคก่อน ทางซุปเปอร์ฯ หรือร้านสะดวกซื้อจะจัดการส่งคืนหรือทิ้ง เป็นต้น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ตระหนักเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าก็พยายามที่จะนำเสนออาหารที่อร่อยและปลอดภัยอย่างเต็มที่ ทำให้แม้จะยังไม่หมดอายุแต่ผู้ประกอบการบางเจ้าก็จะไม่วางจำหน่ายแล้ว เพราะอยากให้ของยังอยู่ในคุณภาพที่ดีให้นานที่สุดหลังจากผู้บริโภคซื้อไปแล้ว

วันที่ควรบริโภคก่อนของญี่ปุ่นมีระยะสั้นเมื่อเทียบกับชาติอื่น

ที่ญี่ปุ่นมีกฎที่เรียกว่า “1/3” อยู่ ด้วยความพยายามทางด้านกลยุทธ์การขายของร้านต่าง ๆ ที่อยากจะขายของที่สดใหม่อยู่เสมอ จึงเกิดเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะขึ้นในวงการผู้ประกอบการด้านอาหารที่อยากจะสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด แต่นี่กลับกลายเป็นต้นเหตุที่สร้างขยะอาหารปริมาณมหาศาล ลูปการจำหน่ายอาหารตามปกติคือ บริษัทผู้ผลิต⇒ร้านค้า⇒ผู้บริโภค ซึ่งในแต่ละช่วงก็จะแบ่งระยะเวลาที่ควรบริโภคก่อนโดยอ้างอิงเป็นเศษ 1 ส่วน 3 ของช่วงเวลาทั้งหมด เอาละสมมติว่าระยะเวลาที่ควรบริโภคก่อนของอาหารชนิดหนึ่งเท่ากับ 6 เดือนหลังจากผลิต นั่นหมายความว่า

〇 ระยะเวลาในการกระจายของจากผู้ผลิตไปสู่ร้านค้าจะอยู่ที่ 2 เดือน

กรณีที่ผู้ผลิตอาหารหรือผู้ค้าบางเจ้าเป็นผู้ผลิตสินค้าขึ้นมาแต่ขายไม่ได้ และเก็บเอาไว้เกิน 2 เดือน(1/3)อาหารเหล่านั้นจะต้องถูกส่งคืนหรือทิ้ง ซึ่งเท่ากับสูญเสียอาหารไปเปล่า ๆ

〇 ระยะเวลาในการวางขายหน้าร้านจะอยู่ที่ 2 เดือน

สินค้าที่ทางผู้ผลิตส่งออกไปขายได้ภายใน 2 เดือนจะถูกนำไปวางขายอยู่ตามซุปเปอร์ฯ หรือร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น แต่ถ้าหากสินค้าเหล่านั้นวางขายอยู่เกิน 2 เดือน (เกิน 4 เดือนจากวันที่ผลิต) ก็จะถูกส่งคืนหรือทิ้ง ซึ่งก็จะเท่ากับสูญเสียอาหารไปเปล่า ๆ

〇 ระยะเวลาที่ผู้บริโภคสามารถทานอาหารได้จะอยู่ที่ 2 เดือน

ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 2 เดือนนั้นจะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้

นอกจากเหตุผลเรื่องวันที่ควรบริโภคก่อนซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ แล้ว คนญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างมาก ทำให้วัตถุดิบหลายอย่าง เช่น ผัก ผลไม้ ถึงแม้จะยังทานได้แต่ถ้าหน้าตาไม่สวย ผู้ประกอบการบางเจ้าก็จะคัดออกไม่นำไปขายด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาขยะอาหารที่น่าเสียดายเหล่านี้มากขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีแอปพลิเคชัน เข้ามาช่วยจัดการ เช่น แอปฯ ช่วยเชื่อมต่อระหว่างร้านอาหารที่มีอาหารที่จะต้องทิ้ง กับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารในราคาถูก เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว นี่ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางทางธุรกิจที่น่าสนใจอีกด้วย ในสังคมยังมีคนที่ขาดแคลนอาหารอีกเป็นจำนวนมาก ปัญหาเรื่องขยะอาหารจึงเป็นประเด็นที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคควรใส่ใจและร่วมมือกันแก้ไขให้ได้มากที่สุดนะคะ

ที่มา :malta-english, twitter

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ

เมลแม็กกาซีน

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารและบทความล่าสุดของ anngle th ทางอีเมล โดยพิมพ์อีเมลของคุณส่งใน text box ด้านล่างแล้วคลิ้กปุ่ม “ลงทะเบียน”

การลงทะเบียนของคุณสำเร็จแล้ว ขณะนี้เราได้ส่งอีเมลเพื่อยืนยันการลงทะเบียนของคุณ กรุณาเปิดดูอีเมลแล้วคลิกปุ่มยืนยันเพื่อรับบทความล่าสุดจากเราได้เลย

Error