งานเที่ยวโทโฮคุ ญี่ปุ่น !

ข้อควรระวังในการใช้ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น

เรื่องที่ผมจะเล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่ผมประสบมาด้วยตัวเองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คิดว่านำเรื่องนี้มาเล่าเตือนให้คนที่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน หรือเคยรู้แต่ลืมไปแล้วฟัง คงจะเป็นประโยชน์ ระมัดระวังกันครับ

ผมเองเคยอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมานานมากพอสมควร ประมาณครึ่งหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้ ที่ผ่านมาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องขับรถในประเทศญี่ปุ่นเลย เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ใช้รถไฟ รถบัส และเดินเอาก็เพียงพอแล้ว ถ้าจำเป็นจริงๆก็ขึ้นรถแทกซี่หรือเช่ารถเอา ผมเองก็ไม่ได้คิดทำตัวเท่ด้วยการมีรถไว้ในครอบครองแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือกระทั่งเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น มีเงินมากพอที่จะซื้อรถขับเองแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้คิดจะทำใบขับขี่สำหรับขับรถในประเทศญี่ปุ่นเลย จนกระทั่ง ผมแต่งงานมีลูก ความจำเป็นที่จะต้องขับรถจริงมีขึ้น เช่นพาภรรยาและลูกไปโรงพยาบาล

สมัยยังเป็นโสด เพื่อนผมเคยบอกให้ผมไปลองสอบทำใบขับขี่ของญี่ปุ่นดู ผมเชื่อเพื่อนก็เลยลองไปสอบทำใบขับขี่ของญี่ปุ่นดูหนึ่งครั้ง ผมไม่ได้ไปเริ่มต้นเรียนขับใหม่ เพียงเอาใบขับขี่ของไทยไปสอบเทียบเอา (ผมมีใบขับขี่ของไทย ทำตั้งแต่อายุ 18 ปี) การสอบเทียบเพื่อเปลี่ยนใบขับขี่ของต่างประเทศให้เป็นของญี่ปุ่นนั้น จะต้องผ่านการทดสอบสายตาและสอบภาคปฏิบัติขับรถดู

megane

วันที่ผมไปสอบนั้น ผมดันลืมเอาแว่นตาติดตัวไป คือว่าตอนนั้นสายตาเริ่มแย่แล้ว แต่ยังพอดูอะไรเห็นได้ลางๆโดยไม่ต้องใส่แว่นตา ปกติก็เลยไม่ได้ใส่แว่นตา กว่าจะรู้สึกตัวว่า ลืมเอาแว่นตาไป ก็สายเสียแล้ว ผมนั่งรถไฟเกือบถึงสถานีที่อยู่ใกล้กับสนามจัดสอบแล้ว แน่นอนว่า … ผมสอบสายตาไม่ผ่าน ต้องไปสอบใหม่เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขับรถ อีกทั้งสถานที่จัดสอบไปค่อนข้างยาก ผมเลยขี้เกียจไปสอบใหม่

หลังจากที่ผมมีลูกคนที่สอง มีความจำเป็นต้องใช้รถมากขึ้นแล้ว จึงเริ่มคิดถึงเรื่องการทำใบขับขี่รถยนต์เพื่อใช้ในประเทศญี่ปุ่น ผมตัดสินใจไปทำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศของไทย(ที่คนไทยเรียกกันง่ายๆว่า “ใบขับขี่สากล”) ที่กรมขนส่งทางบก เขตจตุจักร ในช่วงที่ผมกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย เพราะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและถูกที่สุด

ตัวผมเองนึกว่า ถ้าผมมีใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศแล้ว ผมจะสามารถขับรถในญี่ปุ่นได้ตามปกติ ซึ่งเชื่อว่ามีคนอีกเป็นจำนวนมากคิดแบบผม ตอนที่ผมไปทำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของกรมขนส่งทางบกไม่ได้อธิบายเงื่อนไขอะไรที่เกี่ยวกับการใช้ใบขับขี่นี้กับผมเลย ผมก็เลยใช้ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศที่ผมทำจากเมืองไทยไปขับรถในญี่ปุ่นครับ

วันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมขับรถออกจากบ้านเพื่อพาภรรยาและลูกๆของผมไปสวนสนุกตั้งแต่เช้าประมาณ 7 โมงกว่าๆ รถที่ผมขับเป็นรถที่ดีระดับหนึ่งซึ่งพ่อแม่ของภรรยาให้ยืมมาขับ กำลังม้าค่อนข้างจะเยอะสักหน่อย แค่เหยียบคันเร่งนิดเดียว ก็จะมีความเร็วแล้ว เผอิญเป็นช่วงเวลาเช้ามากในวันหยุด แทบไม่มีรถวิ่งบนถนนเลย ถนนที่ผมขับนั้นก็กว้างตั้ง 6 เลน(มีเกาะขั้นตรงกลางถนน) อีกทั้งเป็นช่วงที่ข้ามสะพานลงมา ทำให้รถของผมมีความเร็วที่ 66 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชั่วขณะหนึ่ง ผมขอย้ำนะครับ ความเร็วเพียงแค่ 66 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับถนน 6 เลน ซึ่งแทบไม่มีรถวิ่งอยู่เลย

005_o

โชคร้ายที่ตรงนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดักจับความเร็วตรงนั้นพอดี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมถูกจับ เพราะขับรถเกินความเร็วที่กำหนดไว้ ถนนตรงนั้นเป็นถนนเก่าที่ถูกสร้างมานานแล้ว มีป้ายติดไว้ให้ขับได้ไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งผมมองไม่เห็น คือไม่ได้ตั้งใจรับรถเร็วอะไรจริงๆ

ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ว่าป้ายจะกำหนดความเร็วไว้ไม่ให้เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็สามารถขับได้ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ ที่ญี่ปุ่น เขารู้ๆกันว่า ความเร็วรถที่ขับได้คือ ความเร็วที่กำหนดในป้าย +20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็แปลว่า ผมโชคร้ายที่ขับเร็วเกินไป 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คนไทยคงจะงงกัน ถ้าถูกจับเนื่องจากขับรถที่ความเร็ว 66 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ถ้าจะเทียบกับถนนในเมืองไทย ถนนที่ผมขับตอนนั้น ก็คงเทียบได้กับถนนพระราม 3 หรือถนนรามคำแหงในกรุงเทพ คงเข้าใจความรู้สึกนะครับ ถ้าจะให้วิ่งแค่ 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในถนนที่กว้างขนาดนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นซอยแคบๆแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็คือกฎหมาย เจ้าหน้าที่มาขอดูใบขับขี่ของผม ซึ่งเป็นใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศที่ผมทำไปจากเมืองไทยอย่างถูกต้องและก็ยังไม่หมดอายุด้วย เพราะเพิ่งทำไป

speedover

วันนั้น เป็นวันที่ผมพาครอบครัวไปเที่ยวสวนสนุก ลูกๆซึ่งยังเล็กอยู่ ไม่ได้ทานอาหารเช้าจากที่บ้านกัน กะว่าจะรีบไปถึงสวนสนุกตั้งแต่เช้า แล้วก็ไปหาอะไรทานแถวนั้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรยึดใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศของผมไป ก็หายไปเป็นสิบนาที รอแล้วรอเล่าก็ไม่กลับมาที่รถสักที นานจนผิดปกติมาก ผมจึงลงจากรถแล้วเดินไปที่ป้อมตำรวจชั่วคราว เจ้าหน้าตำรวจบอกผมว่า ให้ผมเอารถมาจอดนอกถนน แล้วสั่งห้ามผมขับรถอีก แต่เขายังไม่บอกเหตุผลกับผม เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน กำลังรอการยืนยันจากหน่วยงานส่วนกลางอยู่ ตอนนั้นผม รวมทั้งภรรยาของผมที่เป็นคนญี่ปุ่นซึ่งนั่งรถอยู่ด้วยกันยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากที่ผมรอในรถนานเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินกลับมาหาผมที่รถ แล้วบอกผมว่า “จากนี้ไป ห้ามขับรถในญี่ปุ่นอีกนะ” แถมยังบอกผมอีกว่า “ตอนแรก นึกว่าคุณผิดเพราะขับรถเร็วอย่างเดียว” แต่ตอนนี้ โทษของคุณหนักกว่านั้นอีก เพราะเข้าข่าย “ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่”” ผมกับภรรยาต่างงงกันไปหมด นอกจากตัวผมเองแล้ว ตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ดูเขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายแบบนี้มาก่อนเลย

ผมถามกลับว่า “ผมไม่ได้มีเจตนา แล้วก็ไม่รู้เรื่องกฎหมายนี้เลย ตอนทำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศในไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้บอกอะไรกับผม จากนี้ไป ผมต้องทำอย่างไรบ้าง”

เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดกับผมดีมาก ไม่ได้โกรธอะไรผม ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรตำรวจ เพียงแต่อยากรีบไปจากตรงนั้น เพราะลูกๆของผมหิวอาหารเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกผมว่า “ตอนนี้ คุณกลับไปได้แล้ว แต่เรื่องนี้ต้องถูกส่งไปให้ศาลตัดสิน และตัวคุณกับครอบครัวต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจต่อ หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการส่งเรื่องไปยังศาลเอง เนื่องจากวันนั้นเป็นวันหยุด ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับเรื่องอยู่ ให้ไปให้ปากคำวันหลังก็แล้วกัน”

ผม “ขึ้นศาล? ความผิดมันหนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ???” ผมรับใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศของผมคืน แล้วก็ให้แฟนผมมาขับรถแทนและไปจากที่เกิดเหตุ …โชคร้ายแต่เช้าเลย หมดสนุกกัน…สงสารภรรยากับลูกๆของผมจริงๆ

หลายวันต่อมาซึ่งเป็นวันธรรมดา ผมต้องลางานเพื่อไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจซึ่งก็ดันอยู่ไกลจากที่พักมาก นอกจากตัวผมแล้ว ผมต้องพาภรรยากับห้อยลูกๆซึ่งยังเล็กมากไปอีก เพราะถือว่า เป็นคนซึ่งนั่งไปในรถด้วยกัน จำเป็นต้องให้ปากคำด้วย ที่สถานีตำรวจ ผมกับภรรยาของผม แยกกันให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเช้าวันนั้น

koban

ที่สถานีตำรวจ ผมกับภรรยาของผม แยกกันให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเช้าวันนั้น เจ้าหน้าที่ถามละเอียดมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ว่ามาทำอะไรที่ญี่ปุ่น คงเป็นเพราะผมเป็นคนต่างชาติ แต่ผมก็เข้าใจเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหน้าที่ เวลาที่ใช้ในการให้ปากคำนานมาก เจ้าหน้าที่เขียนละเอียดยิบหลายหน้ากระดาษเลยทีเดียว เอกสารเหล่านี้นี่แหละที่จะถูกส่งไปยังศาลแขวง(簡易裁判所, Summary Court)ครับ

คดีแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลตามปกติ คดีจะถูกพิจารณาและตัดสินโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียว (จากการค้นหาความหมายของผม) ซึ่งพิจารณาจากคำให้การ เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกผมว่า จะส่งเรื่องนี้ไปยังศาลแขวงให้เขาพิจารณาตัดสินความผิด ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ จากนั้นทางศาลจะติดต่อโทรมาแจ้งผลของคำพิพากษากับผมเอง

ระหว่างที่รอคำตัดสินจากศาล ผมเองก็เป็นห่วงมาก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรที่เป็นเรื่องขนาดที่ต้องขึ้นศาลเลย เอ … จะต้องถูกจำคุกหรือเปล่าหว่า? จะถูกปรับเยอะหรือเปล่าหว่า? เรื่องนี้จะถูกรายงานไปที่บริษัทหรือเปล่าหว่า? คิดไปต่างๆนานา โน่นนั่น จนเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ก็ยังไม่มีใครติดต่ออะไรมาเรื่องนี้

ผมเองก็กลัวว่า ถ้าโทรไปถามความคืบหน้าของคดีที่สถานีตำรวจ จะเป็นการรบกวนพวกเขา ก็เลยทนไม่ติดต่อไป ส่วนที่ศาลแขวงซึ่งเป็นสถานที่ที่พิจารณาคดีนี้ ก็ไม่รู้จะติดต่อถามใคร เพราะไม่รู้ว่า เขาดำเนินคดีของผมที่ไหนและอย่างไร

ผ่านไปเดือนครึ่ง รู้สึกผิดปกติมาก ผมเลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นคนดูแลคดีนี้ พอเขารับสาย เขาถามผมว่า “ตกลงคดีนั้น ผลออกมาอย่างไรบ้าง?” ผมเองคิดในใจ … อ้าวทำไมมาถามผมหละ ตัวผมอยากรู้เรื่องนี้นะ เลยโทรไปหาคุณ ผมตอบกลับไปว่า “ไม่เห็นมีใครติดต่ออะไรมาหนิครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจเลยบอกผมว่า “ถ้าไม่ได้รับการติดต่ออะไร ก็หมายความว่า “ศาลตัดสินว่าคุณไม่มีความผิดครับ” ศาลจะติดต่อไปหาเฉพาะคนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดเท่านั้น” ตอนนั้นดีใจสุดๆ โล่งอกไปที ความรู้สึกอาหารเย็นวันนั้น อร่อยที่สุดในช่วงหลายสัปดาห์… เย่เย่ ผมเป็นอิสระแล้ว ^^

doro

สรุปข้อควรระวังสำหรับคนไทย(รวมทั้งคนต่างชาติและคนญี่ปุ่นด้วย)

เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนขับรถในญี่ปุ่นแพงมาก (250,000-400,000 เยน พูดง่ายๆ หนึ่งแสนบาทขึ้นไป) กว่าจะได้ใบขับขี่ของญี่ปุ่นมา ต้องไปเข้ารับการอบรมหลายสัปดาห์ ต้องสอบหลายรอบกว่าจะผ่าน นี่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้มีคนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งไปสอบเอาใบขับขี่จากต่างประเทศ แล้วนำเอามาเปลี่ยนเป็นใบขับขี่ของญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นภายหลัง รวมทั้งมีคนต่างชาติที่เอาใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศมาขับรถในญี่ปุ่น แล้วทำผิดกฎหมาย สร้างปัญหามากมายขึ้น

ดังนั้น ในปี2002 ญี่ปุ่นเลยดำเนินการแก้ไขกฎหมายจราจรของเขาใหม่ ซึ่งสรุปเนื้อหาคร่าวๆได้ดังต่อไปนี้

1.คนต่างชาติ(รวมทั้งคนญี่ปุ่น)ที่พำนักในญี่ปุ่นซึ่งออกนอกประเทศญี่ปุ่นแล้วกลับเข้ามาญี่ปุ่นใหม่ ถ้านับวันที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องแล้วไม่ถึง 3 เดือน แม้ว่าจะทำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม ญี่ปุ่นจะถือว่า ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศนั้นเป็นโมฆะ ถ้าใช้ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศนั้นในญี่ปุ่น ถือว่าขับรถโดยไร้ใบขับขี่(=โทษหนัก)

2.คนต่างชาติที่ไม่ได้พำนักในญี่ปุ่น สามารถนำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศที่ทำในต่างประเทศ เช่นในไทย ไปใช้ขับรถในญี่ปุ่นได้ แต่อายุอนุญาตการใช้งานจะไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้ทำใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศนั้น ถ้าพำนักอยู่นานกว่านี้ ต้องทำใบขับขี่ของญี่ปุ่นเท่านั้น

คราวนี้รู้แล้วนะครับ ว่าผมถูกดำเนินคดีเพราะสาเหตุอะไร (ตามข้างบน ข้อที่1) เพียงแต่ครั้งนี้ ผมอาจโชคดีที่ศาลตัดสินว่า “ไม่มีความผิด” เนื่องจากผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาจะทำความผิดและไม่ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุแต่อย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบนี้ทุกครั้ง จึงอยากเตือนทุกคนไว้ให้ระมัดระวังเรื่องนี้กันด้วยครับ

เรื่องโดย ดร. ก้องกิจ วรพุทธพร (Mister JAPAN)

Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
วิธีลด “การลวนลามบนรถไฟ” ที่ใช้ได้จริง กับด้านมืดในสังคมญี่ปุ่นที่ถูกเปิดเผย…