Shinjuku’s Golden Gai : ณ ที่แห่งนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่

Shinjuku’s Golden Gai (Golden Town) ถือเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตสำหรับคนที่ชอบแสงสียามค่ำคืน จะเรียกได้ว่าเป็นด้านมืดของกรุงโตเกียวอีกที่หนึ่งก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวหรือแม้กระทั่งคนญี่ปุ่นหลายๆ คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเข้าไปเดินเที่ยวบริเวณค่อนข้างน่ากลัวและดูไม่ปลอดภัยสักเท่าไรนัก แต่หากได้ลองเข้าไปเที่ยวหรือต้องเดินผ่านแถวนั้นบ่อยๆ ก็จะเริ่มรู้สึกชินกับบรรยากาศแบบโกเด้นไกที่คราครั่งไปด้วยนักเขียนอิสระหรือเหล่าฮิปสเตอร์ที่เดินเข้าร้านนู้นร้านนี้หรือหายตัวเข้าไปในตรอกซอกซอยอย่างลึกลับ

Shinjuku’s Golden Gai (Golden Town) 

goldengai-1

Ryuta Tomiyama ชาวญี่ปุ่นที่เขียนบทความนี้เล่าว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเค้าได้รับอนุญาตให้เข้าไปสำรวจและรายงานเกี่ยวกับพื้นที่ในโกเด้นไก โทมิยามะซังจัดการตั้งกล้องเอาไว้ตั้งแต่สองทุ่ม หากใครที่รู้จักหรือคุ้นเคยกับสถานที่นี้ดีจะรู้ว่าการเริ่มตั้งกล้องตอนสองทุ่มยังเร็วเกินไปด้วยซ้ำสำหรับการสังเกตการณ์ในสถานที่แห่งนี้ แต่ช่วงเวลาประมานนี้ก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินกันขวักไขว่ไปทั่วบริเวณ ในปี 2009 Micheline จัดอันดับดาวให้สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโตเกียว ซึ่ง Golden Gai ได้เพียงแค่สองดาวเท่านั้น นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Golden Gai เป็นที่สนใจและดึงให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้ามาสำรวจด้านมืดของญี่ปุ่น ณ สถานที่แห่งนี้

goldengai-2หลังสี่ทุ่มในคืนนั้น นักปาร์ตี้ชาวญี่ปุ่นเริ่มพากันเข้ามาพร้อมกับความคึกคัก บางคนก็เมามาจากที่อื่นก่อนแล้วมาต่อกันที่นี่ ทุกคนดูสนุกสนานเป็นตัวของตัวเอง หากเดินตามร้านรวงข้างทางจะได้ยินภาษาต่างประเทศทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสเปนและภาษาอื่นๆ จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมทั้งพนักงานหน้าร้านที่ชักชวนลูกค้าชาวต่างชาติให้ร่วมวงไปด้วยกัน เสมือนที่แห่งนี้เป็นประเทศนานาชาติประเทศหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากกรุงโตเกียวที่ดูสวยงามแต่ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ต่างจากหลายๆ เมืองที่ถูกวางแพลนมาอย่างดีและแม่นยำเพื่อความเป็นระเบียบ บรรยากาศในโกเด้นไกนั้นตรงกันข้ามกับเมืองเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง รูปแบบของร้านรวงในบริเวณนี้ไม่มีความเป็นระเบียบเหมือนสไตล์ใครสไตล์มัน มีความยุ่งเหยิงด้านสถาปัตยกรรมปนเปกันอยู่ในสถานที่นี้ ดูแล้วไม่สมกับเป็นญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านความมีระเบียบและความกลมกลืน หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่า ในโลกนี้มีเมืองแบบนี้อยู่จริงๆ หรือ เพราะฉะนั้นลองมาย้อนดูประวัติของโกเด้นไกกันค่ะ

goldengai-3ในช่วงที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามญี่ปุ่น มีตลาดมืดเกิดขึ้นในมุมหนึ่งทางทิศตะวันออกของสถานีชินจูกุ ผู้คนต่างแวะเข้าไปซื้อของ กิน ดื่ม เที่ยวบาร์กันในบริเวณนี้ ตลาดมืดแห่งนี้เคยมีชื่อเล่นว่า ‘The Palace of the Dragon King’ ซึ่งมีที่มาจากตำนานเรื่องเล่าของปราสาทที่อยู่ลึกลงไปในก้นมหาสมุทร ตามตำนานเล่าว่าในปี 1949 ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่งแบนร้านรวงตามข้างถนนเพื่อสร้างพันธมิตร ทำให้ปราสาทเกิดความวุ่นวายขึ้น ในพื้นที่เดียวกันนี้ Shinjuku Sankoucho ก็คือต้นกำเนิดของโกเด้นไกที่เต็มไปด้วยร้านรวง แผงลอย รวมถึงบาร์ที่เปิดกันอย่างหนาแน่นในปัจจุบัน

ทางทิศตะวันออกของเขตชินจูกุโดยเฉพาะบริเวณ 2-Chome ปัจจุบันขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองบาร์เกย์ ซึ่งเมื่อก่อนนั้น 2-Chome และ Sankoucho เคยเป็นพื้นที่ในการค้าประเวณีมาก่อน จนกระทั่งมาถูกจัดเป็นพื้นที่สีเขียวซึ่งห้ามทำการค้าประเวณีในช่วงปี 1958 ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นซบเซาลง หลังจากนั้นบาร์เกย์ก็เริ่มเข้ามาแทนในพื้นที่ 2-Chome ในขณะที่บริเวณ Sankoucho ก็มีผับบาร์เข้ามายึดพื้นที่ไป

goldengai-4

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 เริ่มมีบรรดานักเขียน บรรณาธิการ นักแสดงที่มีชื่อเสียงแห่กันเข้ามาใน Sankoucho ซึ่งเป็นที่มาให้พื้นที่บริเวณนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักกันในนาม Golden Gai (Golden Town) ในปี 1976 นักเขียนสองท่านที่เป็นที่รู้จักในโกเด้นไกได้รับรางวัล Akutagawa Literary Prize ทำให้โกเด้นไกได้รับความสนใจมากขึ้นและเป็นที่กล่าวขานกันว่า โกเด้นไกคือเมืองแห่งจินตนาการและความฝัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องดีๆ มักจะมีจุดจบของมันเสมอ โกเด้นไกที่ครึกครื้นแห่งนี้ก็มาถึงจุดจบในยุค 80’s เช่นกัน ราคาที่ดินในโกเด้นไกพุ่งสูงมากในช่วงภาวะฟองสบู่ ทุกคนต่างหมายตาอยากจับจองที่ดินในบริเวณนี้กันทั้งนั้น ซ้ำยังมีการลอบวางเพลิงครั้งหนึ่งอีกด้วย แต่ด้วยความโชคดีที่โกเด้นไกเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหล จึงมีคนเห็นเพลิงไหม้นั้นและแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนที่เพลิงไหม้จะร้ายแรงขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานนักก็เกิดภาวะฟองสบู่แตก ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้โกเด้นไกกลายเป็นเมืองร้างอย่างไม่น่าเชื่อ จนเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นในปี 1996 นักท่องเที่ยวเริ่มแวะเข้ามาเที่ยวบ้างประปราย แต่ก็ยังไม่มีความใกล้เคียงกับโกเด้นไกที่ครึกครื้นเหมือนก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในปี 1999 ที่เปิดให้ผู้คนวัยหนุ่มสาวมีสิทธิ์ถือครองพื้นที่ส่งผลให้มีธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ผุดขึ้นในบริเวณนี้ ทำให้โกเด้นไกเริ่มฟื้นตัวและกลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างปัจจุบัน

หลังจากที่เดินสำรวจโกเด้นไกเสร็จเรียบร้อย โทมิยามะซังก็ลองเข้าไปในบาร์เล็กๆ ที่มีเก้าอี้เพียงแค่ 6 ตัว ด้านหลังเป็นฉากไม้ไผ่กั้นเอาไว้ โทมิยามะซังเริ่มซักถามมาม่าซัง (ศัพท์ที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกเจ้ใหญ่ในบาร์) ที่เป็นเจ้าของบาร์แห่งนี้ว่าเข้ามาทำธุรกิจนี้นานแค่ไหนแล้ว มาม่าซังตอบว่า “ทำมา 52 ปีแล้ว” หากมองไปรอบๆ จะพบว่าของหลายอย่างในร้านก็ดูเป็นของเก่าแก่ตามอายุงานจริงๆ อย่างเช่นธนบัตรเก่าใบละ 100 เยนและ 500 เยน

goldengai-5

บาร์เล็กๆ นี้เป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดในย่านโกเด้นไก จึงมักจะมีนักการเมืองหรือช่างฝีมือชื่อดังมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้ง ส่วนบรรดาฮิปสเตอร์ในยุค 70-80’s นั้นห่างหายไปไม่ค่อยแวะมาที่นี่กันแล้ว ส่วนมากจะไปเที่ยวเล่นในย่านช็อปปิ้งแถบ Kagurazaka กันหมด มาม่าซังพูดด้วยน้ำเสียงเหงาๆว่า ปัจจุบันนี้ก็มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยากมาดูญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่งซะเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่กำลังคุยกับมาม่าซัง มีเด็กผู้หญิงสองคนท่าทางเขินๆ เดินเข้ามาในบาร์ เด็กสองคนซึ่งกำลังหางานทำบอกว่าเพิ่งจะเคยเข้ามาในโกเด้นไกเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นลูกค้าก็เข้าร้านอย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็ดื่มกันสนุกสนานเหมือนได้มานั่งชิวกับเพื่อนเก่า
goldengai-6

โทมิยามะซังบอกว่า เสน่ห์ของโกเด้นไกคงจะเป็นสถานที่แคบๆ กับบาร์เล็กๆ แบบนี้ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้เข้ามาในสถานที่ลับและผู้คนที่ได้เจอก็เหมือนเป็นคนแปลกหน้าที่โชคชะตากำหนดไว้ให้เจอกัน ย้อนกลับไปในวันคริสต์มาสของปีหนึ่ง โทมิยามะซังเข้ามาที่โกเด้นไกแล้วได้ยินบทสนทนาของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่นั่งติดกัน ผู้ชายบอกว่าเขาเพิ่งตัดสินใจออกจากบ้านที่โอซาก้ามาเมื่อเช้า รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ ตอบว่า เธอก็เพิ่งออกเดินทางมาจากเกียวโตเพื่อมาหาอะไรสักอย่างทำเหมือนกัน นั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนว่านี่คงเป็นเวทมนตร์ของโกเด้นไก

golden_gai-key
Photo : japaninsidetours

ในโลกนี้มีผู้คนมากมายที่เรายังไม่เคยเจอหรือได้คุย รวมถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รอคอยทุกคนอยู่ที่นั่น เที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้าหากใครอยากลองไปสัมผัสเสน่ห์อีกมุมหนึ่งของญี่ปุ่นก็ลองแวะไปเดินเที่ยวโกเด้นไกกันได้ แต่ยังไงก็อย่าเที่ยวเพลินจนลืมระมัดระวังตัวกันด้วยนะคะ

ที่มา : ztokyo (Ryuta Tomiyama)
ผู้เขียน : marytales

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
อร่อยเหมือนรสมือแม่ที่ร้าน REISM STAND ชิบุย่า