คู่มือชมใบไม้เปลี่ยนสีในฮอกไกโด : ช่วงไหนฮอต ที่ไหนฮิต ตามมาดูกัน!

ฮอกไกโดเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ สภาพภูมิอากาศนั้นมีความชัดเจนอย่างมาก ร้อนก็ร้อนสุด หนาวก็หนาวสุดเช่นกัน ทำให้ฮอกไกโดในแต่ละฤดูนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ใบไม้แดง” นั้นดูจะครึกครื้นกว่าใคร เพราะฮอกไกโดนั้นเป็นจังหวัดที่เริ่มมีใบไม้แดงก่อนเพื่อน และฤดูกาลท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตที่สุดของญี่ปุ่นนอกจากฤดูใบไม้ผลิที่มีซากุระบานแล้วก็ฤดูใบไม้ร่วงที่มีใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละ!!!

ในโอกาสนี้ทาง ANNGLE มีสถานที่ดูใบไม้เปลี่ยนสีในฮอกไกโดที่ตรงกับช่วงวันหยุดยาวของคนไทยมาแนะนำด้วยค่ะ

ทำความรู้จักกับใบไม้เปลี่ยนสีในฮอกไกโด

Original picture from walkerplus.com

ช่วงกลางเดือนกันยายนของทุกปี ในขณะที่ฝั่งคันโตและคันไซกำลังร้อนระอุนั้น ทางฝั่งฮอกไกโดกลับมีอากาศที่ค่อย ๆ เย็นลง เป็นสัญญาณการเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสี (紅葉)

ฮอกไกโด คือจังหวัดแรกในญี่ปุ่นที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงอย่างเต็มตัว จุดเริ่มต้นของใบไม้เปลี่ยนสีในฮอกไกโดนั้นเริ่มจากภูเขาอาซาฮิดาเกะ (旭岳) ซึ่งอยู่ในกลุ่มภูเขาไฟไดเซ็ทสึซัง (大雪山) จากนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไล่ลงไปทางใต้ ลักษณะเด่นของภูเขาในฮอกไกโดคือต้นไม้ประเภทใบกว้าง เช่น ต้นแอช (Ash) ต้นเมเปิ้ล (Maple) ต้นโอ๊ค (Oak) ฯลฯ และต้นไม้ตระกูลต้นสน

ด้วยเหตุนี้ ใบไม้เปลี่ยนสีในฮอกไกโดจึงมีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีเขียว เมื่อทั้ง 3 สีนี้มารวมกันจึงกลายเป็นความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงที่ฮอกไกโด ซึ่งการรับชมใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่นั้นไม่จำเป็นจะต้องปีนเขาให้ยุ่งยาก คุณผู้อ่านสามารถมองเห็นต้นไม้สีสันสดใสเหล่านี้ได้ตาม 2 ข้างทางในฮอกไกโด เช่น Sorbus commixta (ต้นโรวันญี่ปุ่น) เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีถิ่นกำหนดในญี่ปุ่น รัสเซีย (ซาคาลิน) และเกาะคุริลในเกาหลี ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง หรือจะเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกตามข้างทางในญี่ปุ่นอย่างต้นกิงโกะ (แปะก๊วย) ที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในช่วงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งไวกว่าโตเกียวประมาณ 1 เดือน

จุดที่ 1 :ไดเซ็ทสึซัง (大雪山) ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีจาก Asahidake Ropeway

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด : ปลายเดือนกันยายน

ไดเซ็ทสึซังนั้นเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 อำเภอของฮอกไกโด เริ่มตั้งแต่ Asahikawa, Kamikawa, Biei และ Furano

Asahidake Ropeway:Photo by Duca

จุดชมวิวนี้เริ่มจากสถานี Asahidate Onsen Sanroku ที่ความสูง 1,000 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที โดยกระเช้าลอยฟ้า (ropeway) ไปสิ้นสุดที่สถานี Sugatami ที่ความสูง 1,600 เมตร และจากสถานี Sagatami ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อไปยังจุดชมวิวที่ 1 , จุดชมวิวที่ 4 และจุดชมวิวที่ 5 จากตรงนี้คุณผู้อ่านจะสามารถมองเห็นภูเขาที่สูงที่สุดในฮอกไกโด (2,291 เมตร) อย่างภูเขาอาซาฮิดาเกะได้ นอกจากนั้น ทะเลสาบสุกาตามิที่อยู่เบื้องล่างยังสะท้อนภาพภูเขาอาซาฮิดาเตะได้อย่างสวยงามอีกด้วย

จุดนี้เป็นจุดแรกที่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นได้เริ่มต้นขึ้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรับชมคือช่วงกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไป ต้นโรวันและต้นดาเกะคันบะบนภูเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงปกคลุมไปทั้งภูเขา

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เวลาเปิดทำการ: 6:30~17:30
※ ปิดให้บริการระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2019
ค่าธรรมเนียม: ไป-กลับ 2,900 เยน (ลดราคาเหลือ 1,800 เยน ระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม-10 พฤศจิกายน 2019)
การเดินทาง:
รถยนต์ ใช้เวลาขับรถจากซัปโปโรถึงอาซาฮิดาเกะออนเซ็น 2 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ
รถไฟ นั่งรถไฟ express จากสถานี JR Sapporo มาลงที่สถานี Asahikawa (1.25 ชั่วโมงโดยประมาณ) จากนั้นต่อรถ shuttle bus Ideyu-Go ลงที่สถานี Asahidake ใช้เวลา 30 นาทีโดยประมาณ

จุดที่ 2 : หมู่บ้านโซอุนเคียว (層雲峡) น้ำตกกิงกะ (銀河の滝) • น้ำตกริวเซ (流星の滝)

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด : ปลายเดือนกันยายน – กลางเดือนตุลาคม

โซอุนเคียว คือชื่อหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติในเมืองคาวาคามิ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอำเภออาซาฮิคาวะ เลียบขนานไปกับแม่น้ำอิชิคาริ เป็นหมู่บ้านที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของยอดเขาอาซาฮิดาเกะ ในเขตอุทยานแห่งชาติไดเซ็ทสึซัง ที่แม้จะอยู่กลางป่าเขา แต่ก็มีทั้งโรงแรม เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้ตามหน้าผาในโซอุนเคียวและภูเขาคุโระดาเกะจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลือง จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงคือ น้ำตกกิงกะ และ น้ำตกริวเซ ซึ่งเป็นน้ำตกคู่สามี-ภรรยาที่มีต้นน้ำอยู่ในภูเขาโซอุนเคียว โดยชื่อน้ำตกนั้นมาจากภาษาญี่ปุ่นคำว่า 銀河(กิงกะ) แปลว่า ทางช้างเผือก และ 流星(ริวเซ) แปลว่า ฝนดาวตก ซึ่งน้ำตกทั้ง 2 นี้ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น 2ใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

จากลานจอดรถ เดินไปเพียง 20 นาที จะพบกับชุดชมวิว Sobakudai ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นน้ำตกทั้ง 2 สายได้อย่างชัดเจนในมุมเดียว อีกทั้งสามารถชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่งอกตามริมชะง่อนผาของน้ำตกได้อีกด้วย

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เวลาทำการ: เปิดทำการตลอดทั้งปี
การเดินทาง
โดยรถไฟ นั่งรถไฟexpress จากสถานี JR Sapporo มาลงที่สถานี Asahikawa (1.25ชั่วโมง) จากนั้นต่อรถบัสไปลงที่ Sounkyo (1.55ชั่วโมง)
โดยรถยนต์ ใช้เวลาขับรถจากซัปโปโร่ 3.45ชั่วโมงโดยประมาณ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 39

จุดที่ 3 : โนโบริเบ็ทสึ (登別) ชมใบไม้แดงรอบหุบเขานรกจิโกะคุดานิ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: กลางเดือนตุลาคม

หุบเขาจิโกะคุดานิ หรือที่มักเรียกกันว่า “หุบเขานรก” เพราะเป็นพื้นที่รกร้างที่มีควันและน้ำพุร้อนที่กระจายอยู่ทั่วไป เปรียบเสมือนอยู่ในนรก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Shikotsu-Toya ในเมืองโนโบริเบ็ทสึ ที่มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำร้อนธรรมชาติซึ่งดีต่อผิวพรรณ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีออนเซ็นที่ดีที่สุดในฮอกไกโด

หุบเขานรกนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟฮิโบริเมื่อ 10,000 ปีก่อน บ่อน้ำร้อนในหุบเขานี้จึงเต็มไปด้วยแร่กำมะถันและยังมีควันพวยพุ่งออกมาอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ภาพ:GDH

คุณผู้อ่านคงจะรู้สึกคุ้นตากับสถานที่นี้บ้าง เพราะว่าหุบเขาจิโกะคุนิเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “แฟนเดย์” จากค่าย GDH ค่ะ นอกจากบรรยากาศสวย ๆ ปกคลุมไปด้วยหิมะแบบฤดูหนาวในภาพยนตร์แล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้รอบ ๆ ปากปล่องภูเขาไฟก็จะเริ่มเปลี่ยนสีแดงด้วย เป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโดที่อยากแนะนำเลยค่ะ

การเดินทาง
โดยรถไฟ จากสถานีJR Sapporo ให้นั่งรถไฟสาย Limited Express Super Hokuto เพื่อไปลงที่สถานี Noboribetsu จากนั้นต่อรถบัสสาย Muroran ไปลงที่สถานีNoboribetsu Onsen
โดยรถบัส Donan bus ขึ้นรถบัสจากสนามบิน New Chitose ที่ชานชาลาหมายเลย 29

จุดที่ 4: โจซังเค (定山渓) หลบไปพักแช่ออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด : ปลายเดือนกันยายน – กลางเดือนตุลาคม

โจซังเค เป็นเมืองออนเซ็นที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ซัปโปโร ถูกค้นพบโดยพระภิกษุชาวญี่ปุ่นชื่อพระมิซุมิ โจซัง ในปีค.ศ. 1866 ท่านเดินทางค้นหาแหล่งน้ำพุร้อนตามคำแนะนำของชาวไอนุ (ชนพื้นเมืองของฮอกไกโด) จนได้มาพบกับน้ำพุร้อนที่นี่เข้า และสร้างฐานหินสำหรับแช่ออนเซ็นได้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของชื่อ “โจซังเค”

โจซังเค เป็นสถานที่พักผ่อนที่มาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือช่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม นอกจากอากาศจะเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไปแล้ว ยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ทีมีชื่อเสียงในฮอกไกโด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมจากสะพานแขวนฟุตะมิ (Futamii Suspension Bridge) สีแดงสดที่พาดผ่านหุบเขาท่ามกลางทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีนั้นเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง

การเดินทาง

ขอบคุณข้อมูลจากบริษัทโจเทซึ

โดยรถบัส ขึ้นรถบัส Jozankei Hot Springs -Kappa Liner สาย 7และ8 จากสถานีซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางถึงสถานี Jozankei ประมาณ 1 ชั่วโมง

ดูตารางการเดินรถเพิ่มเติม คลิกที่นี่

จุดที่ 5 : สวนนากาจิมะ (中島公園)

ช่วงเวลาที่ดีที่สุด : กลางเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

สวนนากาจิมะ เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของซัปโปโร เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโด แต่เดิมนั้นเป็นเพียงลานไม้กว้าง ๆ แต่พอชาวบ้านหยุดใช้ลานไม้แล้วจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะในปีค.ศ. 1887 ไว้ให้ชาวเมืองพักผ่อนหย่อนใจ ถือเป็นสวนสาธารณะเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของฮอกไกโดเลยทีเดียว

ลักษณะเด่นของสวนนากาจิมะก็คือสระน้ำขนาดใหญ่ตรงกลาง ที่สะท้อนเงาของตึกสูงต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ สวน และยังเป็นที่ตั้งของหอการแสดงดนตรีขนาดใหญ่อย่าง “Kirata” ที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโดอีกด้วย

สวนนากาจิมะแห่งนี้ คุณผู้อ่านสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกฤดูกาล ไม่มีวันหยุด และที่สำคัญเข้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยค่ะ

การเดินทาง

・รถไฟใต้ดินสาย Namboku ลงที่สถานี Nakajimakoen ทางออก 1 และ 3
・รถไฟใต้ดินสาย Namboku ลงที่สถานี Horohirabashi ทางออก 1 และ 2
・รถราง ลงที่สถานี Nakajimakoendori หรือ Gyokeidori แล้วเดินประมาณ 3 นาที

จุดที่ 6 : ฮิราโอกะจูเก เซ็นเตอร์ (平岡樹芸センター) ชมความสวยงามของอุโมงค์ใบเมเปิ้ลสีแดง

ช่วงเวลที่ดีที่สุด: กลางเดือนตุลาคม

ฮิราโอกะจูเกเซนเตอร์ หรือ Hiraoka Tree Art Center แห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ในเมืองซัปโปโรที่สามารถรับชมความงามของใบไม้แดงในฮอกไกโดได้ค่ะ

ฮิราโอกะจูเกเซนเตอร์ เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีทั้งสวนแบบญี่ปุ่นและและแบบตะวันตก ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกในซากุระในสวนทั้ง 7 สายพันธุ์จะเบ่งบานพร้อมกัน ในขณะที่ฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้กว่า 700 ต้นจาก 8 สายพันธุ์ในสวนนี้ก็จะค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนสีจนเป็นสีแดงในที่สุด

ไฮไลท์เด่น ๆ ของสวนนี้ก็คือ อุโมงค์ใบเมเปิ้ลสายพันธุ์โนมุระสีแดงสด ในทุก ๆ ปีช่วงฤดูใบไม้ร่วง อุโมงค์นี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่เข้ามาเยี่ยมชมความงามของอุโมงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงแค่ปีละครั้งเท่านั้น

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
เวลาทำการ 8:45-17:15 (ปิดทุกวันจันทร์ และถ้าวันจันทร์นั้นตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็จะหยุดชดเชยในวันถัดไปด้วย)
※ ในปี2019 นี้ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน-5 พฤศจิกายน
การเดินทาง
โดยรถไฟ นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Oyachi จากนั้นต่อรถเมล์สาย 69 ที่ชานชาลาที่4 และลงที่สถานี Hiraoka4jo2chome

จุดที่ 7: ถนนต้นแปะก๊วย ที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโด (北海道大学イチョウ並木)

ช่วงที่ดีที่สุด : ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ในอดีตนั้นมีชื่อว่าโรงเรียนเกษตรแห่งซัปโปโร ก่อตั้งขึ้นในปี 1876 (ปีเมจิที่ 9) และเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิยาลัยฮอกไกโดในปี 1918 เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

บริเวณประตูคิตะซานโจ (Kitasanjou) มีทางเดินที่มีต้นแปะก๊วยปลูกเรียงรายกันมากกว่า 70 ต้น ตลอดระยะทาง 380 เมตร เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีซัปโปโร ด้วยการเดินเท้าเพียง 7 นาที ที่สำคัญสามารถเข้าชมได้ฟรีอีกด้วยค่ะ

การเดินทาง :
เดินจากสถานี JR Sapporo ทางออก East Exit เดินไปประมาณ 7 นาที

จุดที่8 : ชิเรโตโกะ (知床峠) มรดกโลกทางธรรมชาติในฮอกไกโด

ช่วงที่ดีที่สุด: ต้นเดือน – กลางเดือนตุลาคม

อุทยานแห่งชาติชิเระโตโกะ (知床国立公園) ตั้งอยู่คาบสมุทรชิเระโตโกะ ด้านทิศตะวันออกของเกาะฮอกไกโด อุทยานแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกจาก UNESCO ในปี 2007 ถือเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้มากที่สุดในญี่ปุ่น

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของที่นี่คือบริเวณทะเลสาบทั้ง 5 มีเส้นทางเดินเป็นราวไม้กั้น และมีรั้วไฟฟ้าสำหรับป้องกันหมีป่าด้วย จึงปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังมีจุดชมใบไม้แดงบริเวณน้ำตกร้อนคามุยวักกะอีกจุดนึงด้วยค่ะ

พอได้มีโอกาสไปเที่ยวนอกตัวเมืองทีไร มือใหม่หัดเที่ยวฮอกไกโดหลาย ๆ ท่าน ที่แม้จะมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง เวลามาเยือนฮอกไกโด คงจะมีความรู้สึกว่าชื่อสถานที่ที่นี่มันอ่านยากอ่านเย็นเหลือเกิน ขนาดอ่านเป็นภาษาไทยลิ้นก็ยังจะพันกันเอาได้ ความจริงก็คือ ชื่อสถานที่หลาย ๆ แห่งในฮอกไกโดไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่เป็น “ภาษาไอนุ” ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของชนพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะฮอกไกโดที่อาจจะแปร่งหูอยู่บ้าง อย่างเช่นชื่อ น้ำตก “คามุย” จริง ๆ ภาษาญี่ปุ่นก็คือ “คามิ” ที่แปลว่าเทพเจ้านั่นเองค่ะ

มาเที่ยวฮอกไกโดนอกจากจะได้ภาพสวย ๆ และความประทับใจกลับไปแล้วความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นในมุมใหม่ ๆ ด้วย คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม! คุณผู้อ่านท่านใดที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่ ๆ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดยาวนี้ ฮอกไกโดก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวนะคะ

ที่มา: livejapan
ผู้เขียน: A Housewife Wannabe

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
Seicomart
รู้จักกับ Seicomart ร้านสะดวกซื้อของคนฮอกไกโดกัน !