เป้แบกบ่าหาเสน่ห์แห่งเซ็น ณ เอเฮจิ: วันที่ 5 ปูที่อร่อยที่สุดอยู่ที่ฟุคุอิ?

หลังจากที่เมื่อคืนวันที่ 4 มีหิมะตกลงมาแป๊บนึงให้ตื่นเต้นกัน วันนี้ก็ตื่นมาด้วยความหวังว่าจะได้เห็นหิมะแต่ก็ยังไร้วี่แววค่ะ มีแค่ฝนเบาๆ ตกลงมาให้บรรยากาศเย็นๆ น่านั่งชิลๆ

หิมะแรกของฟุคุอิ

หลังจากปิดท้ายอาหารเช้าด้วยโกโก้ร้อนก็นั่งรอเวลาที่จะออกไปดูรอบๆ เมืองเอเฮจิ (永平寺町) กันค่ะ ระหว่างนั้นก็ได้คุยกับโอคามิซัง (女将さん) เรื่องหิมะเมื่อคืน โอคามิซังเล่าให้ฟังว่าถ้าฝนตกปรอยๆ แบบนี้ก็มีโอกาสนะ เพราะฝนมักจะตกก่อนหิมะเสมอ หลังจากที่โอคามิซังพูดจบ จู่ๆ ฝนข้างนอกก็เปลี่ยนมาเป็นหิมะที่ปลิวฟุ้งไปทั่วลานจอดรถข้างหน้าเรียวกังทันทีค่ะ คนที่เจอหิมะครั้งแรกก็ไม่รอค่ะ ใส่รองเท้ากางร่มออกไปเดินข้างนอกทันทีค่ะ

โอคามิซังเล่าให้ฟังว่าหิมะจะมีสองแบบค่ะ ถ้าเป็นหิมะที่ตกตอนกลางวันมักจะมีลักษณะเป็นเม็ดๆ คล้ายลูกเห็บที่เล็กมากๆ แต่ถ้าเป็นหิมะที่ตกตอนกลางคืนก็จะมีลักษณะเป็นปุยๆ นุ่มๆ ถ้าถามคนญี่ปุ่นว่าชอบหิมะแบบไหนคนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าชอบหิมะตอนกลางคืนค่ะ

อย่างไรก็ตาม หิมะแรกนี้ก็อยู่ได้ไม่นานและกลับไปเป็นฝนเหมือนเดิมค่ะ แต่โอคามิซังก็บอกว่าถ้าหิมะแรกตกมาแล้ว ก็เป็นสัญญาณดีว่าคืนนี้หิมะอาจจะเริ่มทับถมก็ได้ค่ะ

ถ้าขนมที่นี่ต้องเยลลี่ถั่วแดง

เนื่องจากเมืองเอเฮจิเป็นที่ตั้งของวัดเอเฮจิ (永平寺) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดนิกายเซ็นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นจึงไม่แปลกที่เมืองเอเฮจิจะมีทั้งอาหารและขนมที่ทำจากถั่วอยู่มาก เยลลี่ถั่วแดงหรือ “มิสุโยคัง (水ようかん)” ก็เป็นหนึ่งในขนมที่พระนักบวชของวัดเอเฮจินิยมซื้อกลับไปฝากครอบครัวค่ะ

เยลลี่ถั่วแดงที่เพื่อนคนญี่ปุ่นได้นำมาให้ลองชิมดูมีสองแบบค่ะ แบบแรก (กล่องซ้ายมือ) จะเป็นแบบธรรมดา หวานน้ำตาลนิดๆ หอมถั่วหน่อยๆ กินได้เรื่อยๆ ค่ะ ยิ่งถ้ากินกับกาแฟยิ่งเวิร์คค่ะ (ลองมาแล้ว) อีกแบบหนึ่ง (กล่องขวามือ) เป็นแบบที่กลิ่นหอมกับรสชาติเข้มขึ้นมาหน่อย พอลองถามเพื่อนคนญี่ปุ่นดูเขาก็เล่าให้ฟังว่ายี่ห้อนี้ทางร้านเขาจะผสมผงกาแฟลงไปนิดนึงด้วยค่ะ ทำให้ยิ่งพอมากินกับกาแฟเลยยิ่งเข้ากันค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆ ชอบแบบไม่เข้มมาก กินได้เรื่อยๆ ก็ต้องแบบแรกค่ะ

ปูที่อร่อยที่สุดอยู่ที่ฟุคุอิ?

วันนี้เราได้มีโอกาสไปนั่งกินซูชิกันที่ร้านซูชิอุโอะชิน (魚心) ในตัวเมืองฟุคุอิ (福井市) ออกจากเมืองเอเฮจิไปนิดเดียวค่ะ

ที่นี่เป็นร้านซูชิสายพานราคาย่อมเยาแต่ความอร่อยนั้นล้ำราคาไปหลายขุมค่ะ เพราะปลาสดมากไม่คาว ขนาดคนที่ปกติไม่กินปลาสดยังกินซูชิที่นี่ได้อย่างสบายๆ ค่ะ

นอกจากปลาที่สดแล้วยังมีอีกเมนูนึงที่คนฟุคุอิภูมิใจนำเสนอนั่นคือ “ปู” ค่ะ แม้ว่าเราจะได้ยินมาเยอะว่าถ้ากินปูต้องไปจังหวัดฮอกไกโด (北海道) แต่ในกลุ่มคนฟุคุอิจะเชื่อกันว่าปูที่อร่อยสุดอยู่ที่จังหวัดฟุคุอิค่ะ โดยเพื่อนคนญี่ปุ่นที่เป็นคนจังหวัดฟุคุอิเล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วแม้ว่าปูของฟุคุอิจะตัวเล็กกว่าปูฮอกไกโดแต่เรื่องรสชาติปูฟุคุอิเหนือกว่าค่ะ โดยส่วนตัวไม่เคยกินปูฮอกไกโดเลยยืนยันไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เท่าที่ได้ลองชิมขาปูที่ร้านนี้แล้วต้องยอมรับว่าเลอค่าจริงๆ ค่ะ บรรยายได้ไม่หมดแต่เท่าที่บอกได้คือเนื้อปูแน่นกำลังดี หวานและคาวนิดๆ รวมแล้วลงตัวชนิดที่ไม่ต้องจิ้มโชยุยังอร่อยค่ะ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนชอบกินปูและกำลังหาปูที่อร่อยๆ ในญี่ปุ่นสามารถลองมาชิมปูที่นี่ดูได้ค่ะ

นอกจากซูชิแล้วที่นี่ยังเสิร์ฟไข่ตุ๋นและมีชาร้อนให้ชงฟรีไม่อั้นค่ะ

จิบชายามบ่ายกับโอคามิซัง

อยู่ที่เมืองเอเฮจินี้มาก็วันที่ห้าได้แล้ว ถ้าจะไม่พูดถึงมัตสึโอกะซาวน่า (松岡サウナ) และโอคามิซังที่ใจดีเอื้อเฟื้อที่พักอาศัยให้เราตลอดทริปนี้ก็คงไม่ได้ค่ะ เมื่อเช้าเราเลยได้นัดเชิญโอคามิซังประจำมัตสึโอกะซาวน่ามาเล่าเรื่องของเรียวกัง (旅館) ที่นี่ให้ฟังเล็กน้อยค่ะ

มัตสึโอกะซาวน่าเป็นหนึ่งในเรียวกังไม่กี่แห่งที่เปิดให้บริการในเมืองเอเฮจิค่ะ ที่นี่เปิดต้อนรับแขกครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อนโดยคุณพ่อของโอคามิซังผู้ชื่นชอบการตกปลาในแม่น้ำคุสุริว (九頭竜川) ใกล้ๆ นี้ค่ะ โดยจุดประสงค์หลักๆ คือเพื่อต้อนรับแขกที่เดินทางมาเพื่อตกปลาที่นี่เช่นกันค่ะ ดังนั้นเมื่อเข้ามาในเรียวกังเราจะเห็นโปสเตอร์เกี่ยวกับเทศกาลตกปลาและคู่มือการตกปลาอยู่หลายเล่มค่ะ ปัจจุบันมัตสึโอกะซาวน่าอยู่ในความดูแลของโอคามิซังและสามีแค่สองคนค่ะ

นอกจากโปสเตอร์และคู่มือตกปลาแล้ว ชื่อห้องยังเป็นชื่อปลาต่างๆ ที่พบได้ในแม่น้ำคุสุริวด้วยค่ะ โดยมีทั้งหมด 6 ห้องด้วยกัน ได้แก่ อาราเระกาโคะ (あられがこ) อายุ(あゆ) มาสุ (ます) คาจิกะ (かじか) โกริ (ごり) และอิวานะ (いわな) ห้องที่ได้พักครั้งนี้คือห้องมาสุค่ะ

อย่างไรก็ตาม ที่เรียวกังยังมีของจากประเทศต่างๆ ตกแต่งอยู่ด้วยค่ะ แต่ที่คนไทยอย่างเราเห็นแล้วต้องร้องอ๋อคือผ้าพันคอจากจิม ทอมป์สัน ที่โอคามิซังได้เป็นของฝากจากเพื่อนและนำมาใส่กรอบตกแต่งนี้ค่ะ

พอถามโอคามิซังที่เป็นคนท้องถิ่นของเมืองเอเฮจิว่าชอบส่วนไหนของเมืองนี้ที่สุด โอคามิซังตอบว่าแม่น้ำคุสุริวค่ะ โดยโอคามิซังเล่าให้ฟังว่าวันที่อากาศดีๆ จะชอบขับรถออกไปที่ริมแม่น้ำแล้วนั่งเงียบๆ ฟังเสียงแม่น้ำค่ะ พูดถึงแม่น้ำคุสุริว โอคามิซังเล่าให้ฟังว่ามีปลาสองชนิดที่คนมักจะเดินทางมาที่นี่เพื่อตกกัน ชนิดแรกคือปลาอายุ ที่มีเยอะที่สุด โดยมักตกได้ในหน้าร้อน

อีกชนิดหนึ่งคือซากุระมาสุ (桜マス) ที่ตกได้ยากจนได้ฉายาว่า “ปลาเงา (幻の魚)” ค่ะ ทำไมถึงตกได้ยาก? เหตุผลหลักๆ คือเพราะปลาซากุระมาสุมีจำนวนน้อยและมีสีที่ค่อนข้างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ยิ่งในแม่น้ำคุสุริวที่ใสมากแล้วยิ่งมองเห็นได้ยากค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปลาทั้งสองชนิดนี้ต่างเป็นหนึ่งในปลาที่อาศัยในน้ำสะอาด จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ถึงความสะอาดของแม่น้ำคุสุริวค่ะ ถ้าเพื่อนๆ อยากลองมาตามหาปลาซากุระมาสุ ลองมาที่แม่น้ำคุสุริวในเดือนกุมภาพันธ์ดูนะคะ แต่ปลาที่ตกได้ก็ไม่ได้ถูกเอากลับไปทำอาหารค่ะ ส่วนมากพอตกได้ คนที่มาตกปลาก็จะแค่ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วปล่อยกลับลงน้ำไปเพื่อรักษาระบบนิเวศของแม่น้ำค่ะ มีน้อยมากที่จะนำกลับไปประกอบอาหารค่ะ

นอกจากพักแรมที่นี่แล้ว ถ้าแขกที่มาพักอยากฝึกเขียนพู่กัน (書道) ทางโอคามิซังก็ยินดีจัดกิจกรรมเขียนพู่กันให้เป็นพิเศษค่ะเนื่องจากฝึกเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว ถ้าเพื่อนๆ ต้องการหาที่พักเงียบสงบน่าอยู่ในชนบทบรรยากาศเหมือนมาอยู่โฮมเสตย์ก็ขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ

เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถลองเข้าไปดูเว็บไซต์ของมัตสึโอกะซาวน่าได้ที่นี่เลยค่ะ

กลับเมืองไทยแป๊บนึงที่ร้าน “ประตูไทย”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่าขนาดมาญี่ปุ่นแค่ไม่กี่วันก็เริ่มคิดถึงอาหารไทยแล้ว เย็นวันนี้เราไปกินข้าวกันที่ร้าน “ประตูไทย” ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยใกล้ๆ มหาวิทยาลัยฟุคุอิ (福井大学) ค่ะ เจ้าของร้านคือสามีชาวญี่ปุ่นและภรรยาคนไทยที่ควบตำแหน่งแม่ครัวด้วยค่ะ งานนี้เลยมั่นใจได้ว่าได้กินอาหารไทยเผ็ดๆ แน่นอนค่ะ

ขอบคุณภาพจาก evanza ค่ะ

มื้อนี้มีสิ่งที่ได้ค้นพบสองเรื่องค่ะ เรื่องแรกคือคนญี่ปุ่นที่กินเผ็ดได้กินเผ็ดเก่งจริงๆ ค่ะ ฉีกภาพลักษณ์ว่าคนญี่ปุ่นกินเผ็ดไม่เก่งเท่าคนไทยไปได้เลยค่ะ เพราะเพื่อนคนญี่ปุ่นที่อยู่ด้วยกันสามารถกินส้มตำ แกงไตปลา แกงเขียวหวาน ลาบ และยำวุ้นเส้นติดต่อกันโดยไม่พักกินน้ำได้ แถมเหงื่อ น้ำมูก น้ำตา ไม่ออกสักนิดค่ะ อย่างมากก็แค่หน้าแดงเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น อาหารไทยที่นี่ก็ช่วยให้หายคิดถึงเมืองไทยไปได้มากทีเดียวค่ะ

เรื่องที่สองคือคนที่ไม่กินเหล้าสามารถถลำเข้าสู่โลกการดื่มของคนญี่ปุ่นได้ด้วยอุเมะฉุ (梅酒) หรือเหล้าบ๊วยค่ะ ซึ่งทางคนญี่ปุ่นได้นำมาให้ลองชิมดูเผื่อว่าคนไทยอาจจะชอบค่ะ เหล้าบ๊วยนี้มีแอลกอฮอล์ 7% ขมนิดๆ เปรี้ยวฝาดๆ แต่รวมๆ แล้วคล้ายน้ำผลไม้ค่ะ กินได้เรื่อยๆ ยิ่งผสมน้ำเลมอนให้หวานขึ้นยิ่งกินง่ายค่ะ แต่กินไปสองสามแก้ว (แบบครึ่งแก้ว) ก็เริ่มกรึ่มๆ ได้เหมือนกันค่ะ สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่อยากหลงเข้าสู่โลกของการดื่ม ไม่แนะนำค่ะ เพราะดื่มได้เพลินมากจนเกือบหยุดไม่ได้ค่ะ

ที่ได้ชิมคือของยี่ห้อ KIRIN ค่ะ

พอกลับมาถึงที่พักหิมะก็เริ่มทับถมกันแล้วค่ะ สำหรับวันถัดไป ANNGLE จะพาเพื่อนๆ ไปเดินหลงทางในเมืองเอเฮจิกันนะคะ แล้วมาลุ้นกันค่ะว่าหิมะจะเยอะขนาดไหน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก nagomi-ya, ytimgkirin ค่ะ

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
ชมสุดยอดทิวทัศน์ยามค่ำคืนของจังหวัดฟุคุอิ กับงานไฟประดับรูปดอกซุยเซ็นในขวดแก้วกว่า 16,100 ดวง!