เป้แบกบ่าหาเสน่ห์แห่งเซ็น ณ เอเฮจิ: วันที่ 4 นักเรียนญี่ปุ่นกับไทยคิก?

หลังจากที่เราได้ไปเยี่ยมวัดเอเฮจิ (永平寺) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของเมืองเอเฮจิ (永平寺町) จังหวัดฟุคุอิ (福井県) กันเมื่อวันที่ 3 แล้ว ในวันที่ 4 ของทริปเมืองเอเฮจินี้เราจะมาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยฟุคุอิ (福井大学) และโรงเรียนมัธยมต้นมัตสึโอกะ (松岡中学校) กันค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ชอบบรรยากาศโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นล่ะก็ เลื่อนลงมาอ่านกันต่อเลยค่ะ

เช้านี้มีเรียนที่มหาวิทยาลัย

เราเดินทางออกจากที่พักมัตสึโอกะซาวน่า (松岡サウナ) ด้วยรถบัสของมหาวิทยาลัยฟุคุอิไซส์กำลังน่ารัก คือใหญ่กว่ารถตู้บ้านเราหน่อยแต่ยังไม่ใหญ่เท่ารถเมล์ อากาศวันนี้ถือว่าดีมากค่ะ เหมาะแก่การเดินมาเรียนเป็นอย่างยิ่ง

วันนี้เรามานั่งเรียนคาบวิชาของคณะวิศวกรรมมหาวิทยาลัยฟุคุอิกันค่ะ วิชานี้เป็นคลาสใหญ่และเป็นวิชาบังคับของนักศึกษาปี 1 ค่ะ เมื่อถึงเวลาก็เริ่มจากการเช็คชื่อค่ะ ที่นี่จะเช็คชื่อโดยให้นักศึกษานำบัตรนักศึกษาเข้ามาแตะที่เครื่องซึ่งจะบันทึกการเข้าห้องเรียนค่ะ จากนั้นเป็นช่วงของการนำเสนอผลการสำรวจค่ะ นักศึกษาในวิชานี้จะจับกลุ่มกันทำการสำรวจตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมายและนำผลที่ได้มานำเสนอกันค่ะ หัวข้อในครั้งนี้คือการสำรวจบริษัทหรือร้านค้าใดร้านค้าหนึ่งไปบนโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้คนอยากมาทำงานที่นี่?” รายละเอียดที่ถูกนำมานำเสนอนั้นมีหลากหลายมากค่ะ ทั้งแนวคิด เกณฑ์การรับคนเข้าทำงาน ลักษณะสังคมในบริษัท ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและพนักงาน สวัสดิการ บทสัมภาษณ์ประสบการณ์และความประทับใจในบริษัทของพนักงานจริง เป็นต้นค่ะ

หลังจากที่นำเสนอไปครบสามกลุ่ม จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาอีกสามท่านที่มาร่วมฟังการนำเสนอให้คำแนะนำแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด ตั้งแต่เนื้อหาไปจนถึงเทคนิคการนำเสนอค่ะ จากนั้นนักศึกษาอีกสามกลุ่มจะนำเสนอผลการสำรวจของตนเอง แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านจะให้คำแนะนำ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหมดคาบค่ะ ด้วยกระบวนการนำเสนอลักษณะนี้ นอกจากนักศึกษากลุ่มที่นำเสนอจะได้คำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างละเอียดและหลากหลายแล้ว นักศึกษากลุ่มอื่นๆ ยังได้ฟังคำแนะนำเหล่านั้นไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ

ขอบคุณภาพจาก evanza ค่ะ

คนไทยอย่างเราเข้าไปฟังแล้วเป็นยังไงบ้าง? สิ่งแรกที่ได้เห็นคือรูปแบบการเรียนการสอนที่ต่างจากของไทยเราค่ะ การเรียนการสอนลักษณะนี้จะเป็นการมอบโจทย์ให้นักเรียนไปหาคำตอบในประเด็นที่ตัวเองสนใจ โดยมีอาจารย์เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น นับเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสังคมจริงในแบบหนึ่งไปด้วยในตัวค่ะ แต่ถามว่าฟังทันไหม? ยากค่ะ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างยาก ส่วนหนึ่งคงเพราะยังไม่ชินกับความเร็วระดับนี้ด้วยค่ะ และจากที่ได้ฟังเพื่อนคนญี่ปุ่นมา เวลาต้องออกมานำเสนอหน้าชั้นเป็นปกติที่คนญี่ปุ่นจะประหม่าจนพูดเร็วกว่าปกติกันค่ะ จึงไม่แปลกที่คนไทยเราจะฟังทันบ้างไม่ทันบ้างค่ะ

เบ็นโตะและบ๊วยที่เปรี้ยวจนต้องร้องขอชีวิต

มื้อกลางวันวันนี้เป็นเบ็นโตะค่ะ เบ็นโตะที่มีทั้งเท็มปุระ ซาชิมิ (ปลาดิบ) และกับข้าวอื่นๆ ที่มาเยอะพอๆ กับข้าวค่ะ งานนี้ยืนยันได้เลยค่ะว่าจะหิวจัดเบอร์ไหนเจอเบ็นโตะกล่องเดียวกล่องนี้จอดแน่นอนค่ะ ในกล่องนี้มีกับข้าวหลายชนิดให้เรากินสลับกันแก้เลี่ยนได้ไม่มีเบื่อเลยค่ะ แต่ถ้าเกิดเลี่ยนขึ้นมาจริงๆ เบ็นโตะนี้มีบ๊วยกรอบเม็ดเล็กๆ ให้เราอยู่ค่ะ แต่ด้วยความประมาทบ๊วยเม็ดนี้ต่ำเกินไปเลยกัดไปคำใหญ่ๆ คำหนึ่ง เปรี้ยววววว เปรี้ยวมากค่ะ เห็นเม็ดเล็กๆ แค่นี้มันเปรี้ยวได้อย่างร้ายกาจจริงค่ะ ความเปรี้ยวระดับน้องๆ ของบ๊วยดองของวันที่ 1 เปรี้ยวจนหน้าเบี้ยวเลยค่ะ แต่ถึงอย่างนั้น เบ็นโตะทั้งกล่องก็ดีงามจนมองข้ามความเปรี้ยวของบ๊วยไปได้เลยค่ะ

นักเรียนญี่ปุ่นกับไทยคิก?

หลังจากเติมพลังกันด้วยเบ็นโตะแล้วก็นั่งรถบัสคันเดิมไปที่โรงเรียนมัธยมต้นมัตสึโอกะค่ะ

ตอนไปถึงก็เป็นช่วงบ่าย มีเมฆครึ้ม ซึ่งคนญี่ปุ่นเดาว่าหิมะน่าจะเริ่มตกคืนนี้ค่ะ

ก่อนจะขึ้นบันไดอาคารเรียนก็โค้งรอบนึงตามป้ายค่ะ โดยป้ายนี้เขียนไว้ว่า “rei ni hajimari rei ni owaru (礼に始まり礼に終わる)” เป็นการกำกับให้นักเรียนโค้งก่อนเข้าอาคาร และโค้งอีกรอบตอนออกจากอาคารหลังเลิกเรียนทุกครั้งค่ะ อาจมองได้ว่าเป็นการกำกับให้นักเรียนแสดงความเคารพต่อสถานที่ในรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้ค่ะ

จุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่กันในวันนี้คือเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนนี้ค่ะ โดยในกิจกรรมนี้พวกเราคนไทยจะได้นำเสนอวัฒนธรรมไทยให้นักเรียนที่นี่ร่วมร้อยคนฟังค่ะ ซึ่งหัวข้อที่นำเสนอมีตั้งแต่วินมอเตอร์ไซค์ เทศกาลสงกรานต์ พระพุทธรูป มวยไทย และปลาตะเพียนสานค่ะ แต่หัวข้อที่น่าจะตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับนักเรียนที่นี่คือหัวข้อมวยไทยค่ะ เพราะสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว “ไทยคิก” หรือลูกเตะของมวยไทยเป็นอะไรที่มีชื่อเสียงมากค่ะ โดยเหมือนจะมีที่มาจากคลิปหนึ่งที่คนไทยเตะต้นกล้วยจนต้นกล้วยล้มพับค่ะ ที่แปลกใจคือมีนักเรียนสองสามคนรีเควสว่าอยากลองโดนเตะด้วยไทยคิกดูค่ะ (ด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ) พี่ที่เป็นเจ้าของหัวข้อนำเสนอก็จัดไปให้แบบเบาๆ คนละครั้งค่ะ ถึงอย่างนั้นน้องๆ นักเรียนก็ช่วยสร้างสีสันด้วยการร้องโอดโอยใหญ่ให้เพื่อนๆ ดูค่ะ เรียกได้ว่าเห็นอีกมุมที่ขี้เล่นของนักเรียนญี่ปุ่นค่ะ

หลังจากนำเสนอจบก็จะมีช่วงให้ครูและนักเรียนถามคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ที่ประทับใจคือทั้งครูและนักเรียนมีความกระตือรือร้นในการตั้งคำถามและถามคำถามที่น่าสนใจอยู่หลายข้อค่ะ โดยมากจะเป็นคำถามเกี่ยวกับฤดูกาลและขอความเห็นจากคนไทยอย่างเราว่าถ้าคนญี่ปุ่นจะไปเที่ยวเมืองไทยจะแนะนำให้ไปช่วงไหน (เพื่อนๆ คิดว่าคนญี่ปุ่นควรมาเยี่ยมไทยช่วงไหนกันบ้างคะ? ลองทิ้งความเห็นกันไว้ได้นะคะ)

เปาะแปะๆๆๆ?

เล่าย้อนกลับไปนิดนึงค่ะว่าเมื่อเช้ามีพยากรณ์อากาศว่าหิมะจะตกไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ค่ะ แต่วันนี้ทั้งวันก็เห็นแค่เมฆครึ้ม ไม่มีวี่แววว่าหิมะจะตกเลยค่ะ จนตอนดึกๆ ประมาณห้าทุ่มค่ะ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเปาะๆ แปะๆ เหมือนมีอะไรเล็กๆ กระทบหน้าต่าง เลยเอาผ้านวมหนาๆ ห่มตัวแล้วกลั้นใจเปิดหน้าต่างออกไปดูค่ะ (ถามว่าลมเย็นๆ กลางดึกหนาวขนาดไหน บรรยายง่ายๆ ก็หนาพอที่จะทำให้หน้าชาได้ภายในชั่ววินาทีค่ะ) แม้แวบแรกจะไม่เห็นอะไร แต่พอยื่นมือออกไปกลางอากาศเย็นเฉียบก็มีอะไรเหมือนลูกปัดเม็ดเล็กๆ ร่วงมาที่มือสองสามเม็ดค่ะ เอ๊ะๆๆๆๆๆ นี่มันนนนน หิมะค่ะ หิมะแรกในชีวิต แม้จะไม่ได้เป็นหิมะปุยๆ น่ารักแต่ก็ยังเป็นหิมะค่ะ แต่ตกแค่แป๊บเดียวหิมะก็กลับเป็นฝนปรอยๆ อีกแล้วค่ะ ต้องรอดูกันค่ะว่าพรุ่งนี้ตื่นมาจะได้เห็นหิมะกันหรือเปล่า

สำหรับวันที่ 5 เราจะได้ไปกินปูฟุคุอิที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยไม่แพ้ปูฮอกไกโดและทำความรู้จักกับมัตสึโอกะซาวน่าที่เรามาพักกันค่ะ

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
จัดอับดับ จังหวัดที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่นิยมไปในประเทศญี่ปุ่น! และเอ๊ะ! เพราะอะไรกันนะ?