ที่มาที่ไปของคาบูกิโมโนะ ไม้เบื่อไม้เมาของชนชั้นซามุไร

หากกล่าวถึงนักต่อสู้ของญี่ปุ่น ทุกคนนึกถึงอะไรกันบ้างคะ?

ถ้าเป็นญี่ปุ่นละก็ ต้องเป็นซามุไร โรนิน นินจา กันแน่ ๆ ใช่ไหมคะ แล้วถ้า คาบูกิโมโนะ (傾奇者) ล่ะ? เคยได้ยินผ่านหูกันบ้างไหม? บางคนก็นึกถึงการแสดงคาบูกิ (歌舞伎) ศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นในช่วงสมัยเอโดะ (江戸時代) แต่ใครจะรู้ว่ากลุ่มนักสู้ที่คอยตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับชนชั้นซามุไร ซึ่งถูกขนานนามจากสังคมว่า คาบูกิโมโนะ นั้น มีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จริง ๆ ด้วยล่ะค่ะ…

คาบูกิโมโนะ หรือ พวกประหลาดพิลึก?!

ในยุคปลายสงคราม ย่างเข้าสู่ต้นสมัยเอโดะ หรือถ้านับเป็นปีญี่ปุ่นคือช่วงเคโจวถึงช่วงคังเอ (慶長ー寛永 : ปีค.ศ. 1596- ปีค.ศ. 1643) ท่ามกลางสังคมที่เสื่อมโทรม ที่ชนชั้นชาวบ้านถูกกดขี่จากชนชั้นสูงที่เรียกตัวเองว่าผู้รับใช้อย่างซามุไรนั้น ได้ปรากฏชื่อของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “คาบูกิโมโนะ” หรือที่ทุกคนขนานนามให้ว่าเป็น “พวกประหลาดพิลึก” คนเหล่านี้มีรสนิยมแปลกประหลาด ชอบทำตัวให้ดูเตะตาโดยการใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด หรือสวมเสื้อทับกิโมโนของผู้หญิงที่เรียกว่า ทาโอริ (羽織) ซึ่งต่างจากคนทั่วไปในสมัยนั้นที่จะใส่โทนสีพื้นอย่างสีน้ำเงินเข้มหรือเหลืองสว่าง กางเกงฮากามะมีหนังสัตว์พันติดไว้ หรือแต่งตัวตามใจที่อยากจะแต่ง ปกเสื้อเป็นผ้ากำมะหยี่ ไว้ทรงผมตั้ง ไว้หนวดเครา หน้าผากใหญ่ โกนจอน พกอาวุธดาบโดยเฉพาะดาบใหญ่หรือดาบสั้นทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ซามุไร ใช้ฝักดาบสีชาด มีสึบะใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้พวกที่ชอบเล่นเครื่องดนตรีญี่ปุ่นและพวกชงชาก็ถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มคาบูกิโมโนะด้วยเช่นกัน

พฤติกรรมอันเป็นที่โจษจันคือ การมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง และเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง แย่งชิงข้าวของของชาวบ้านไปทั่วอยู่บ่อยครั้ง และสร้างวีรกรรมถึงขั้นเลือดตกยางออกต่อสาธารณชนอยู่มากมาย อีกทั้งยังทำพฤติกรรมดักฟันคน ใช้พละกำลังหรือร้องรำกันข้างถนน (辻切・辻相撲・辻踊り) อย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับพวกสถานเริงรมย์ยามค่ำคืนอีกด้วย ซึ่งมีนัยสำคัญแฝงอยู่ในพฤติกรรมที่แสดงออกมาของพวกเขานั่นก็คือ การทำตัวกระด้างกระเดื่องต่อสังคมและอำนาจของรัฐบาลนั่นเอง

แต่สิ่งสำคัญที่น่าชื่นชมอย่างมากของพวกเขานั่นก็คือ วิถีแห่งการมีชีวิตโดยยึดอุดมการณ์รักพวกพ้อง รวมน้ำหนึ่งใจเดียวเป็นกลุ่มก้อน แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเองก็ตาม คนในกลุ่มคาบูกิโมโนะนั้นส่วนมากมักจะเป็นพวกพลทหารชั้นผู้น้อย ข้ารับใช้ปลายแถว ที่ไม่ได้เป็นซามุไรสูงศักดิ์ พวกนี้จะมีชีวิตที่แร้นแค้น ยากจน ที่เดิมมักจะฉวยโอกาสหาประโยชน์จากช่วงสงคราม ดักจี้ปล้น ใช้ความรุนแรงกับผู้บริสุทธิ์ แต่เมื่อสงครามได้สงบลง ภาวะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ทำให้พวกเขาไม่มีที่ยืนในสังคม จึงเป็นแรงขับให้พวกเขาจำต้องใช้ชีวิตเป็นปรปักษ์กับสังคมในที่สุด

แม้จะถูกประนามว่าเป็นพวกใช้ความรุนแรงและเป็นพวกนอกกฎหมาย แต่อีกฟากฝั่งของสังคมพวกเขากลับได้รับการยกย่องให้เป็นวีรชนผู้กล้าหาญสำหรับชาวบ้าน ไม่เพียงแค่ทหารชั้นต่ำเท่านั้นที่เป็นพวกของคาบูกิโมโนะ ยังมีชาวเมืองหรือทหารบางคนที่เป็นคนของรัฐบาลก็เป็นพวกเดียวกับคาบูกิโมโนะเช่นกัน

หัวหน้ากลุ่มที่เก่งจนหาตัวจับได้ยาก “โอโทริ อิปเป ( 大鳥 逸平)”

โอโทริ อิปเป (หรือโอโทริอิ อิปเปจิ คาเกยุ : 大鳥 逸平次 勘解由) หรืออีกสกุลหนึ่งซึ่งปรากฏตามที่บันทึกไว้คือ โอโทริอิ (大鳥居/大鳥井), โอโทริ คาเกะยุ หรือ โอโทริ อิปเปจิ คาเกยุ เขาคือเขาคือหัวหน้าผู้ก่อตั้งกลุ่มที่ถูกสังคมขนานนามว่า คาบูกิโมโนะ (傾奇者) โดยได้มีชีวิตอยู่ในสมัยอะสึจิโมโมยามะตอนปลาย (安土桃山) จนถึงยุคเอโดะตอนต้น คือปีค.ศ. 1588 – ค.ศ.1612 (ศตวรรษที่ 17 )  เขามีพฤติกรรรมที่แตกต่างจากคนทั่วไป และมีรสนิยมที่นอกกรอบไปจากคนในสังคม

โอโทริเกิดในปีค.ศ. 1588 โดยไม่ทราบถิ่นกำเนิดที่แน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าเขาเกิดในเขตโอโทริ แคว้นมูซาชิ แม้จะมีประวัติที่ไม่ชัดเจนแต่ก็พอทราบว่าเดิมเคยเป็นซามุไรรับใช้ให้กับขุนนางฮอนดะ โนบุคัตสึ (本多信勝) และภายหลังได้หลบหนีออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และต่อมาได้เข้าเป็นทหารรับใช้ของลูกน้องในสังกัดขุนนาง โอคุโบะ นากายาซุ (大久保長安) ซึ่งมีนามว่า โอคุโบะ ชินาโนะ (大久保信濃)

เขาได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าได้เนื่องจากมีพรสวรรค์ในเรื่องการทหาร ทั้งการใช้อาวุธธนู หอกทวน และอื่น ๆ รวมถึงศิลปะการต่อสู้อีกด้วย ทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้ไปคุมงานก่อสร้างปราสาทเอโดะตามนโยบายคำสั่งของโชกุนโทกุกาว่า อิเอยาสุ ในชีวิตช่วงนี้เขาจำต้องทำงานอยู่ในใจกลางเมืองหลวง อันเป็นเหตุให้ทางฝั่งตระกูลฮอนเจอตัวและได้ทำเรื่องร้องเรียนขอให้ทางตระกูลโอคุโบะส่งมอบตัวโอโทริกลับคืนที่ตระกูล โอโทริจึงจำยอมกลับไปยังตระกูลฮอนดะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ได้นำพาลูกน้องที่เป็นทหารชั้นล่าง 4-5 คนและสุนัข ขี่ม้าลากกลับมาด้วย เมื่อทางตระกูลฮอนดะเห็นเป็นเช่นนั้น จึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะนำตัวโอโทริกลับมาใช้งาน และได้ส่งตัวเขากลับไปตระกูลโอคุโบะเช่นเดิม แถมยังให้เสื้อผ้าอาภรณ์แก่เขากลับไปอีกด้วย

ไม่นานโอโทริก็ออกจากตระกูลโอคุโบะ และได้มุ่งหน้าสู่เอโดะเพื่อใช้ชีวิตในแบบซามุไรโรนินไร้เจ้านาย และในปีช่วงปีเคโจว (ราว ๆ ปีค.ศ.1610) เขาได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทหารชั้นผู้น้อยมาตั้งกลุ่มคาบูกิโมโนะขึ้นมา โดยพวกเขาจะแต่งตัวแปลกประหลาด และมีรสนิยมไม่เหมือนคนทั่วไป ทำตัวเป็นผู้กล้าที่ไร้ความปราณีและท้าทายอำนาจของชนชั้นซามุไรอย่างมาก เขาได้สลักความมุ่งมั่นและวิถีแห่งการใช้ชีวิตโดยปราศจากจิตใจที่เกรงกลัวต่อความตายลงไปบนฝักดาบ อิกะโมโนะซึกุริโนตาจิ (厳物造太刀) ของเขา ว่า “ฉันจะใช้ชีวิตให้สุดขั้วไปจนถึงอายุ 25 : 廿五まで生き過ぎたりや一兵衛” และในที่สุดก็รวบรวมพรรคพวกคาบูกิโมโนะได้ถึง 300 คน โดยมีลูกน้องคนสำคัญคือ ฮิโรคาเสะ รันซุเกะ (大風嵐之助), เทนงุ มาซาเอม่อน (天狗魔右衛門), ฟุบุกิ ยาบุซาเอม่อน (風吹藪右衛門) และโอฮาชิ ซูริซาเอม่อน (大橋摺右衛門)

บทสรุปของกลุ่มวีรชนผู้ต่อกรกับชนชั้นสูง

จากหลักฐานที่ปรากฏในแผนภาพของแคว้นมูซาชิ (武蔵名勝図会) ในที่สุด ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปีเคโจวที่ 17 หรือปีค.ศ.1612 โอโทริก็ได้ถูกรัฐบาลทหารเอโดะ (江戸幕府) จับกุมในงานแข่งขันซูโม่ที่จัดขึ้นในวัดคงโก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทากาฮาตะฟุโดซง เขตทามะ แคว้นมุซาชิ (金剛寺・高幡不動尊:武蔵国多摩郡) การจับกุมครั้งนี้ นำโดย นาอิโตเฮสะเอะมอน (内藤平左衛門) ซามุไรดูแลท้องที่ซึ่งเป็นคนของตระกูลโอคุโบะ นากาสยาสุ และพวกผู้ใหญ่บ้านคาวาชิม่าซากุเอม่อนแห่งหมู่บ้านโยโกยามะ (横山宿の名主川島作衛門)

แม้พวกเขาจะรอให้โอโทริ อิปเป ปรากฏตัวขึ้นในการแข่งขัน และรอช่วงท้ายของการแข่งขันจึงนำกำลังเข้าล้อมจับแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ต้องนิมนต์เจ้าอาวาสของวัดคงโกเพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยจับโอโทริ อิปเป โดยเจ้าอาวาสได้ใช้วิธี ฟุโดคานะชิบาริโนะโฮ (不動金縛りの法) นั่นคือการนำโซ่ชนิดพิเศษที่มีความแข็งแรงมากมาล็อกตัวเขาเอาไว้ จนทำให้โอโทริไม่สามารถขัดขืนการจับกุมได้

หลังจากนั้นโอโทริ อิปเปก็ได้ถูกนำตัวไปสืบสวนที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในแคว้นอาโอยาม่านาริ แต่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะทรมานหรือสอบสวนด้วยวิธีใดก็ตามโอโทริก็ไม่ยอมปริปากพูดถึงพวกพ้องแม้แต่คนเดียว แต่กลับเขียนชื่อไดเมียวทั้งประเทศออกมาจนหมดแทน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การสอบสวนเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แม้จะเชิญไดเมียวฮอนดะ มาซาโนบุ (本多正信), ทซึจิยะ ชิเกนาริ (土屋重成) และพวกโยเนคิสึ ทาดามาสะ (米津田政) มาเป็นผู้สอบสวน หรือแม้กระทั่งทรมานด้วยการซ้อมเพื่อให้เขาซักทอดถึงคนในกลุ่มคาบูกิโมโนะ แต่โอโทริก็ยังไม่ปริปากพูดถึงพวกพ้องสักคำ จนทำให้โยเนคิสึใช้วิธีทรมานที่สกปรกโดยการปัสสาวะรดใส่ตัวของท่านโอโทริ เขาจึงตะโกนใส่โยเนคิสึว่า

“ข้าเองก็เป็นซามุไรเหมือนกัน พวกเจ้าทำแบบนี้มันถูกแล้วหรอ ไม่เคยมีใครบอกพวกเจ้าหรือไงว่าการปฏิบัติต่อนักโทษที่เป็นซามุไรนั้นต้องทำอย่างไรกัน ท่านโยเนคิสึเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ เรื่องแค่นี้เขาก็ไม่รู้งั้นหรือ จะบอกให้นะ ลูกชายของท่าน คังจูโร่ก็เป็นคนของข้าเหมือนกัน ไปลองทำโสโครกใส่มันดูบ้างเซ่!” หลังจากนั้น โอโทริก็ไม่มีโอกาสปริปากพูดอะไรอีกเลย

ในเดือนที่ 8 ปีเดียวกันนั้น (เดือน 7 ปีเคโจวที่ 17) ท่านโอโทริ อิปเป ได้ถูกตรึงกางเขนและเสียชีวิตที่ลานประหารซูซูกะโมริเคโจว ในเขตชินากาวะ (品川・鈴ヶ森刑場)   ด้วยอายุ 25 ปี ส่วนลูกน้องอีก 300 คนที่เหลือก็ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอไปตาม ๆ กัน จากการปราบปรามครั้งนั้น ทำให้รู้ว่ามีลูกหลานของตระกูลขุนนางศักดินาจำนวนมากที่เกี่ยวพันกับกลุ่มคาบูกิโมโนะจริง อย่างเช่นพี่ชายของไดเมียวอิโนอุเอะ มาซานาริ (井上正就) และลูกชายของโยเนคิสึ คาราคิดะ ที่ชื่อ คังจูโร่ (米津勘十郎) เองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้และได้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา แต่ไม่นานในปีค.ศ. 1617 ก็ได้รับการอภัยโทษ

แม้คาบูกิโมโนะจะถูกกวาดล้างไปจากสังคมแล้ว แต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ให้เราได้สัมผัสถึงการมีอยู่ของคาบูกิโมโนะนั้นยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยอิซุโมโนะ โอคุนิ มิโกะสาวที่ได้รับเอาวิถีแห่งคาบูกิโมโนะมาถ่ายทอดสู่การร่ายรำ จนกลายเป็นตำนานต้นตำรับของการแสดงคาบูกิอันโด่งดัง และเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นที่ส่งต่อและสืบทอดมาถึงในยุคปัจจุบันนั่นเอง

อ้างอิง : matome.naver, ja.wikipedia, 江戸名所図屏風―大江戸劇場の幕が開く, edojidai ,mag.japaaan

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
ความเป็นมาของ “ที่วางตะเกียบ”