การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นยั่งยืนจริงหรือไม่?

หลังจากที่ญี่ปุ่นได้เริ่มการล่าวาฬเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา ตามด้วยภาพวาฬมิงค์ (Minke Whale) ตัวแรกที่ถูกนำขึ้นฝั่งที่ถูกเผยแพร่ กระแสวิพากษ์วิจารณ์การล่าวาฬของญี่ปุ่นเกิดขึ้นจนเป็นปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์ แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นในครั้งนี้ยั่งยืนจริงหรือไม่? ลองมาดูรายละเอียดกันค่ะ

ภาพรวมการล่าวาฬในญี่ปุ่น

เดิมการล่าวาฬในญี่ปุนเป็นการล่าเพื่อบริโภคมาเป็นเวลาหลายร้อยปี และเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยการล่าวาฬแบบดั้งเดิมนั้นจะเน้นใช้สอยเนื้อและชิ้นส่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีส่วนใดเสียเปล่า รวมถึงมีการทำพิธีกรรมเพื่อให้เกียรติดวงวิญญาณวาฬที่ถูกล่าด้วย (อ่านเพิ่มเติมที่: เข้าใจการล่าวาฬในญี่ปุ่นฉบับรวบรัด: การล่าวาฬในยุคบุกเบิก)

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะอดอยากในช่วงสงครามทำให้ญี่ปุ่นเริ่มการล่าวาฬในเชิงพาณิชย์ ทำให้วาฬกลายเป็นแหล่งโปรตีนหลักของชาวญี่ปุ่นในช่วงนั้น (อ่านเพิ่มเติมที่: เข้าใจการล่าวาฬในญี่ปุ่นฉบับรวบรัด: การล่าวาฬสมัยใหม่) จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าร่วม IWC (International Whaling Commission) การล่าวาฬเชิงพาณิชย์จึงถูกระงับไป แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงล่าวาฬ “เพื่อการวิจัย” ซึ่งเป็นการล่าวาฬเพื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์

แต่ด้วยจำนวนการล่าที่สูงและการนำเนื้อวาฬมาจำหน่ายในตลาด ประกอบกับความเห็นที่มองว่าญี่ปุ่นใช้วิทยาศาสตร์เพื่ออ้างความชอบธรรมในการล่า ซึ่งต่างจากประเทศล่าวาฬด้วยกันอย่างไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ที่ล่าวาฬอย่างเปิดเผยและสามารถดำเนินมาตรการต่อต้านได้อย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการนำวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นเหตุในการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ต่อไปของญี่ปุ่น (อ่านเพิ่มเติมที่: เข้าใจการล่าวาฬในญี่ปุ่นฉบับรวบรัด: การล่าวาฬในปัจจุบัน) ส่งผลให้ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าการวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการวิจัยและล่าวาฬโดยมิชอบ ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศที่คัดค้านการล่าวาฬใน IWC ดำเนินมาจนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศออกจาก IWC เมื่อเดือนธันวาคม 2018 ที่ผ่านมาค่ะ

ทำไมญี่ปุ่นจึงยังต้องการล่าวาฬ?

คำถามนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่ตอบได้ยากค่ะ ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนในการสนับสนุนการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ว่าเป็นการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมานาน แต่บทความ BBC เมื่อปี 2016 ได้สัมภาษณ์ซาคุมะ จุนโกะ (佐久間淳子) อดีตทีมงานของกรีนพีซ (Greenpeace) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าการล่าวาฬนี้เป็นการผลักดันโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเนื่องจากการล่าวาฬเพื่อการวิจัยนั้นมีงบสนับสนุน ผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลจึงพยายามรักษาการล่าวาฬไว้เพื่อรักษางบและตำแหน่งในส่วนนี้ไว้

ในส่วนของชาวประมงในเมืองไทจิ (太地市) อาบาชิริ (網走市) อิชิโนมากิ (石巻市) และมินามิโบโซ (南房総市) สี่เมืองที่ยังคงมีวัฒนธรรมการล่าวาฬนั้น ชาวประมงมีความเห็นที่ยินดีที่ได้เห็นการล่าวาฬเชิงพาณิชย์กลับมาอีกครั้ง และหวังว่าการล่าวาฬนี้จะทำให้ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่สนใจเนื้อวาฬมากขึ้น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองไปด้วยในตัว นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อดีของการล่าวาฬว่าสามารถผลิตเนื้อเลี้ยงประชากรได้โดยมี Carbon Footprint น้อยกว่าการเลี้ยงปศุสัตว์ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในปีค.ศ. 2015 ปริมาณเนื้อวาฬที่ถูกบริโภคในญี่ปุ่นลดเหลือเพียง 30 กรัมต่อคนโดยเฉลี่ยเท่านั้น นับเป็นจำนวนที่น้อยและสร้างความกังวลให้กับชาวประมงผู้ล่าวาฬว่าจะสามารถดึงผู้บริโภคให้สนใจเนื้อวาฬได้หรือไม่

การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ยั่งยืนจริงหรือ?

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2018 นายซุงะ โยชิฮิเดะ (菅 義偉) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวถึงนโยบายการล่าวาฬว่าญี่ปุ่นจะยกเลิกการล่าวาฬเพื่อการวิจัยในน่านน้ำขั้วโลกใต้และจะล่าวาฬในน่านน้ำของญี่ปุ่นและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ของญี่ปุ่นเท่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 นี้ค่ะ (อ่านเพิ่มเติมที่: ญี่ปุ่นประกาศออกจาก IWC และจะเริ่มล่าวาฬอีกครั้งกรกฎาคม 2019) โดยน่านน้ำญี่ปุ่นดังกล่าวนั้นจัดอยู่ใน North และ Eastern Hemisphere ของมหาสมุทรแปซิฟิก

พื้นที่สีฟ้าเข้ม: เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) พื้นที่ล่าวาฬของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ประกาศโควต้าการล่าวาฬในแต่ละปีออกมาอย่างเป็นทางการ ได้แก่วาฬเซย์ (Sei Whale) 25 ตัว วาฬมิงค์ (Minke Whale) 171 ตัว และวาฬบรูดา (Bryde’s Whale) 187 ตัว โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ที่ผ่านมานายซุงะระบุว่าญี่ปุ่นจะใช้วิธีการของ IWC ในการประเมินและกำหนดโควต้าวาฬที่ญี่ปุ่นจะจับ และจะล่าวาฬเฉพาะสายพันธุ์ที่ประเมินแล้วว่ามีจำนวนประชากรมากพอต่อการล่า ซึ่งจำนวนโควต้านี้มีการรับรองว่าเป็นโควต้าที่จะไม่ส่งผลต่อประชากรวาฬแม้ญี่ปุ่นจะล่าวาฬต่อไปอีก 100 ปีนับจากนี้

ถ้าเรานำจำนวนโควต้ามาเทียบจำนวนประชากรที่มีการสำรวจล่าสุด และจำนวนวาฬที่ถูกล่าเพื่อการวิจัยของญี่ปุ่นในแต่ละปีที่ผ่านมา เราจะได้ตัวเลขประมาณนี้ค่ะ

หมายเหตุ: อ้างอิงตัวเลขประชากรวาฬโดยประมาณจาก IWC (เป็นจำนวนวาฬเฉพาะในพื้นที่ North และ Eastern Hemisphere) และอ้างอิงตัวเลขจำนวนที่วาฬถูกล่าเพื่อการวิจัยที่ผ่านมาจาก WWF

โดยในวาฬทั้งสามสายพันธุ์ที่มีการกำหนดโควต้า มีสองสายพันธุ์ที่อยู่ในรายชื่อใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ วาฬเซย์และวาฬบรูดา นอกจากนี้ แม้ว่าจำนวนโควต้าที่กำหนดไว้จะต่ำกว่าจำนวนวาฬที่เคยถูกล่าต่อปีเพื่อการวิจัยที่ผ่านมาอยู่จริง ๆ (ยกเว้นวาฬบรูดา) แต่ถ้าพิจารณาในกรณีที่วาฬจะถูกล่าเต็มโควต้าเป็นเวลา 100 ปี ตัวเลขก็ยังเป็นจำนวนที่เยอะพอสมควร ทั้งนี้ยังไม่นับตัวแปรสำคัญคือในกรณีที่วาฬที่ถูกล่าเป็นวาฬท้องค่ะ

กรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือกรณีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ในเดือนนั้น วาฬมิงค์ 333 ตัวในน่านน้ำขั้วโลกใต้ถูกญี่ปุ่นล่าเพื่อการวิจัย ในจำนวนนั้นมีวาฬตัวเมียที่ตั้งท้องอยู่ 122 ตัวและมีวาฬที่ยังโตไม่เต็มที่อีกหลายสิบตัว ถ้าสัดส่วนของวาฬตั้งท้องที่ถูกจับอยู่ที่ 1/3 โดยประมาณเหมือนครั้งนี้ ก็ยังน่ากังวลว่าการล่าวาฬของญี่ปุ่นจะยั่งยืนจริงตามที่มีการประกาศหรือเปล่า

(ภาพจากแหล่งข่าวออสเตรเลีย) วาฬแม่ลูกอ่อนกำลังถูกลากขึ้นเรือวิจัยญี่ปุ่น

แต่ ณ จุดนี้ เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการทำความเข้าใจประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และหวังว่าทางเลือกที่ดีกว่าจะถูกเสนอในเร็ววันค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก nhk, IWC, The Guardian, BBC, WWF, Japan-Forward, Remotelands ค่ะ

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วง “ปลาซัมมะ” เกิดขาดแคลนถึงขั้นวิกฤตในรอบ 50 ปี