“Silent Bon-odori” เต้นบงโอโดริแบบไร้เสียงเพลงกับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไปตามยุคสมัย

หากพูดถึงฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงความร้อนอันแสนระอุ เสียงของเหล่าจิ้งหรีดที่ร้องระงม และของหวานคลายร้อนอย่างน้ำแข็งไสที่วางขายอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมแบบนี้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เทศกาลโอบ้ง หากใครยังไม่ทราบว่าเทศกาลโอบ้งเป็นอย่างไร สามารถอ่านได้ที่บทความ โอบ้ง เช็งเม้งของคนญี่ปุ่น และเมื่อพูดถึงโอบ้ง สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นอิมเมจของเทศกาลก็คือการเต้นรำที่เรียกว่า บงโอโดริ

การเต้นรำในงานโอบ้ง หรือ บงโอโดริ นั้น ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในละแวกใกล้เคียงได้มาพบปะสังสรรค์กัน และร่วมกันเฉลิมฉลองการกลับมาของเหล่าวิญญาณบรรพบุรุษ บงโอโดริจะมีท่าเต้นง่าย ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ ไปตามจังหวะดนตรี ทำให้ง่ายต่อการเต้นตาม บงโอโดริจึงเป็นกิจกรรมที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ในการเต้น ผู้คนมักจะเข้ามาล้อมวงกันรอบเวทีที่ประดับประดาด้วยโคมไฟ และเต้นไปตามเสียงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิม เช่น ชามิเซ็น, ขลุ่ยชาคุฮะจิ และกลองไทโกะ ดังตัวอย่างจากคลิปด้านล้างนี้

ท่าเต้นและดนตรี ก็มีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคและท้องที่ ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางแห่งได้เปลี่ยนดนตรีจากเพลงญี่ปุ่นดั้งเดิมเป็นเพลงป๊อปในยุค 80 หรือเพลงป๊อปอื่น ๆ เช่นในคลิปด้านล่างนี้ ได้ใช้เพลงฮิต “Dancing Hero” ของ Yoko Ogomine ในปี 1986

แต่เทรนด์ที่แปลกประหลาดที่สุดของบงโอโดริคือ “Silent Bon-odori” หรือการเต้นบงโอโดริแบบไร้เสียงดนตรี จะเป็นการเต้นที่เล่นเพลงผ่านหูฟังแทนลำโพง โดยการส่งผ่านวิทยุ FM ที่ทุกคนสามารถปรับได้ สำหรับคนที่ใส่หูฟังเต้น ก็จะรู้สึกเหมือนกับบงโอโดริทั่วไป แต่สำหรับคนที่บังเอิญผ่านมาเห็นก็คงจะเห็นเพียงแค่กลุ่มคนที่ทำท่าทางต่าง ๆ และปรบมืออย่างเงียบ ๆ ในขณะที่เดินเป็นวงกลม ซึ่งมันอาจจะดู.. น่าขนลุกไปหน่อย

Silent Bon-odori เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะมันช่วยลดเสียงรบกวนจากงานเทศกาล เนื่องจากเสียงเพลงและการตีกลองไทโกะมักจะดังตลอดแทบทั้งคืน ผู้คนจึงได้ดัดแปลงงานเทศกาลเก่า ๆ ไปตามยุคสมัย โดยยังคงขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้ ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนเพื่อให้น่าดึงดูดยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใส่หูฟังก็อาจจะรู้สึกแปลก ๆ แต่สำหรับผู้ที่เข้าร่วม ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันยังคงสนุกสนานเหมือนเดิม ทั้งเราและคนอื่น ๆ ต่างก็ได้ยินเพลงผ่านหูฟังเหมือนกัน จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร

ในทางกลับกัน ชาวญี่ปุ่นบางส่วนที่ได้เห็นเทรนด์การเต้นแบบใหม่นี้ ต่างก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนาน

“อะไรเนี่ย น่ากลัวไปนะ”
“ถ้าแค่ยืนดูอยู่นอกวงก็เหมือนทำพิธีกรรมอะไรสักอย่างเลย”
“ถ้าเห็นแบบนี้กลางดึกนะเหมือนหนังสยองขวัญเลย”
“บ้าป่าว วิญญาณบรรพบุรุษไม่ถูกใจสิ่งนี้”
“เราว่าเดี๋ยวมันจะต้องมีรายการเกมที่เอาไปถามแน่ ๆ เลยว่านี่คือเพลงอะไรโดยให้ดูแค่ท่าเต้น”
“เดี๋ยวในอนาคตอาจจะมีบงโอโดริแบบใส่แว่น VR”
“ต่อไปคนอื่น ๆ ก็จะมาบ่นว่าเสียงพูดคุยกับเสียงปรบมือมันดังเกินไป”

น่าสนใจมากเลยนะคะที่มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เข้ากับยุคสมัย ปัจจุบันบ้านเรือนและผู้คนก็มีจำนวนที่หนาแน่นกว่าในอดีต การเปิดเพลงหรือจัดงานอะไรที่ต้องใช้เสียงก็อาจจะเป็นการสร้างความรำคาญให้คนในละแวกอื่นที่เขาไม่ได้อินกับเรา จะเห็นได้ว่าการไม่รบกวนหรือไม่สร้างความรำคาญให้ผู้อื่น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยนะคะ การใส่หูฟังแล้วเต้นไปพร้อม ๆ กันก็ยังสนุกสนานเหมือนเดิม แถมยังไม่รบกวนคนรอบข้างอีกด้วย ^^

ที่มาและรูปภาพ : soranews24, nagomi-reibyo
ผู้เขียน : AsmarCat

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
ญี่ปุ่นก็มีผีนะเออ! มาทำความรู้จักผีญี่ปุ่นกัน