เชกสเปียร์ สัญลักษณ์วัฒนธรรมตะวันตกในญี่ปุ่น

ในบริบทของญี่ปุ่น วิลเลียม เชกเสปียร์ (William Shakespeare) มักถูกเปรียบเสมือนจิคามัตสึ มอนซาเอมอน (近松 門左衛門) นักเขียนบทละครหุ่นโจรุริ (浄瑠璃) ชื่อดังของญี่ปุ่น แต่นอกจากนี้ ผลงานของเชกสเปียร์ยังถูกนำมาดัดแปลงให้เขากับบริบทของญี่ปุ่นและยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนญี่ปุ่นในช่วงปฏิรูปเมจิ (明治維新) อีกด้วยค่ะ เนื่องในโอกาสที่วันที่ 23 เมษายนเป็นวันคล้ายวันเกิดเชกสเปียร์ เราจะมาดูอิทธิพลของเชกสเปียร์ในญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันค่ะ

บทประพันธ์เชกสเปียร์ที่ขับเคลื่อนญี่ปุ่น

ใบบทความ “เชกสเปียร์และญี่ปุ่น (Shakespeare and Japan)” ของคาวาจิ โยชิโกะ (Kawachi Yoshiko) ระบุว่า ผลงานของเชกสเปียร์เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก่อนการปิดประเทศของญี่ปุ่นเมื่อปีค.ศ. 1600 แต่ถูกนำมาเผยแพร่อย่างกว้างขวางในช่วงปฏิรูปเมจิปีค.ศ. 1868 โดยชีวประวัติของเชกสเปียร์ถูกตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ในปีค.ศ. 1871 และไม่นานหลังจากนั้นบทละครคาบุกิของแฮมเลต (Hamlet) ชื่อ “คาบุกิตะวันตก แฮมเล็ต (西洋歌舞伎ハムレット)” ก็ถือกำเนิดขึ้น ตามด้วยผลงานเรื่องเวนิสวานิช (The Merchant of Venice) ที่ถูกนำมาดัดแปลง เช่น ฉบับ “เรื่องประหลาดของคดีเนื้อมนุษย์จากตะวันตก (西洋珍説 人肉質入裁判)” ของอิโนะอุเอะ สึโตมุ (井上 勤) ที่เขียนใหม่โดยให้น้ำหนักกับฉากศาลพิพากษา และฉบับละครคาบุกิของคัตสึ ฮิโคโสะ (勝諺蔵) ในชื่อ “ฤดูกาลแห่งซากุระ โลกแห่งเงินตรา (何櫻彼櫻銭世中)” ที่เป็นการนำบทละครของเชกสเปียร์มาแสดงในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1885 โดยปรับฉากหลังให้เป็นโอซากาสมัยโทคุกาวะแทนเมืองเวนิส ผลงานเรื่องเวนิสวานิชเป็นที่นิยมในช่วงนั้นเนื่องจากญี่ปุ่นกำลังพยายามปรับระบบกฎหมายและศาลยุติธรรมของญี่ปุ่นให้เท่าทันชาติตะวันตก ทำให้ประชาชนสนใจระบบกฎหมายชาติตะวันตกที่เห็นได้ในฉากพิพากษาคดีในบทละครเรื่องนี้ค่ะ

การแสดงคาบุกิเรื่องแฮมเลต ฉากแฮมเลตและโอฟีเลีย

อีกเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลในญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกันคือผลงานเรื่องโศกนาฏกรรมแห่งจูเลียส ซีซาร์ (The Tragedy of Julius Caesar) ที่ถูกนำมาแปลหลายฉบับและได้รับความนิยมเพราะเนื้อหามีความสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเมือง (自由民権運動) ในญี่ปุ่น ดังนั้น ผลงานเชกสเปียร์ในช่วงสมัยเมจิจึงทำหน้าที่เหมือนสื่อที่นำวัฒนธรรมและแนวคิดตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่น ทั้งยังถูกนำมาผูกเข้ากับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่นที่พยายามตามชาติตะวันตกให้ทันอีกด้วยค่ะ

เชกสเปียร์และการสำรวจจิตใจในวรรณกรรมญี่ปุ่น

แฮมเลต เป็นบทละครโศกนาฏกรรมของเชกสเปียร์ที่ถูกนำมาแปล ดัดแปลง และแสดงหลายครั้งในญี่ปุ่น โดยการเข้ามาของบทละครแฮมเลตสอดคล้องกับการปรับวรรณกรรมญี่ปุ่นให้มีความตะวันตกมากขึ้น และบทพูด “To be, or not to be” เป็นบทพูดที่มีอิทธิพลต่อการมองโลกของญี่ปุ่นสมัยใหม่เพราะเป็นบทพูดที่แสดงถึงการตั้งคำถามต่อตัวตนและความสับสนในจิตใจ บทพูดนี้ถูกแปลโดยดัดแปลงคำพูดใหม่เช่น “จะอยู่ หรือจะตาย (生きるか死ぬか)” และอื่น ๆ เป็นต้นเพื่อให้เข้ากับบริบทของญี่ปุ่นค่ะ

ในด้านของวรรณกรรม แฮมเลตถูกนำมาเขียนใหม่โดยนักเขียนชื่อดังของยุค เช่น “บันทึกของคลอดิอุส (クローディヤスの日記)” โดยชิงะ นาโอยะ (志賀 直哉) ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1912 ที่เขียนใหม่จากมุมมองของคลอดิอุส (Claudius) ที่ฆ่าพี่ชายของตนเพื่อชิงบัลลังก์ ซึ่งฉบับนี้เขียนโดยแสดงให้เห็นความสับสนของคลอดิอุส ทั้งจากความรักของตนที่มีต่อเกอร์ทรูด (Gertrude) แม่ของเจ้าชายแฮมเล็ต และความไม่ไว้วางใจของตนที่มีต่อแฮมเลตที่อาจจะล้มอำนาจของตนในภายหลังได้

อีกฉบับหนึ่งที่น่าสนใจคือบทละครดัดแปลงโดยดาไซ โอซามุ (太宰治) ในปีค.ศ. 1941 ชื่อ “แฮมเลตฉบับใหม่ (新ハムレット)” ที่เขียนในรูปแบบบทละครสำหรับอ่านโดยเฉพาะ (lesedrama) ในฉบับนี้แฮมเลตเป็นตัวละครชายที่ชอบเที่ยวผู้หญิงและเป็นลูกชายที่ไม่ได้เรื่อง โดยแฮมเลตมองคลอดิอุส (อาของตน) ว่าเป็นคนดีแต่อ่อนแอ ในขณะที่คลอดิอุสอยากจะผูกมิตรกับแฮมเลต ต่างจากต้นฉบับที่แฮมเลตคิดจะฆ่าคลอดิอุสเพื่อล้างแค้นให้บิดาของตน ในตอนจบของเรื่องเกอร์ทรูด (แม่ของแฮมเลตที่แต่งงานใหม่กับคลอดิอุส) ฆ่าตัวตายเมื่อรู้ความจริงว่าคลอดิอุสเป็นคนฆ่าสามีของตน โดยที่แฮมเลตและคลอดิอุสไม่ได้ตายเหมือนในต้นฉบับแต่อย่างใด ความน่าสนใจในฉบับนี้คือการนำเสนอคลอดิอุสในฐานะตัวละครร้ายที่มีมิติของตัวละครร้ายสมัยใหม่ค่ะ

นอกจากทั้งสองฉบับนี้ยังมีผู้เขียนที่นำเรื่องแฮมเลตมาเขียนใหม่อีกหลายฉบับ โดยผลงานเหล่านี้มักถูกตีพิมพ์ในช่วงปีค.ศ. 1912-1955 ซึ่งตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่นและทั้งโลกกำลังผ่านสงครามโลกทั้งสองครั้ง แฮมเลตจึงเป็นผลงานที่น่าสนใจในฐานะเรื่องที่ถูกหยิบมาเขียนใหม่ในภาวะสงครามของญี่ปุ่น ซึ่งอาจสอดคล้องกับสภาวะจิตใจของคนญี่ปุ่น ณ ขณะนั้นด้วยค่ะ

เชกสเปียร์บนจอเงินญี่ปุ่น

ถ้าพูดถึงผลงานเชกสเปียร์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็คงไม่พ้นผลงานเรื่อง “Throne of Blood (蜘蛛巣城)” และ “Ran (乱)” ของผู้กำกับคุโรซาวา อากิระ (黒澤明) ค่ะ

“Throne of Blood” (ค.ศ. 1957) เป็นผลงานดัดแปลงเรื่องโศกนาฏกรรมแห่งแมคเบธ (The Tragedy of Macbeth) บทละครว่าด้วยเรื่องของขุนนางชาวสก็อตแลนด์ที่ฆ่ากษัตริย์ของตนเพื่อชิงอำนาจ ในฉบับนี้ฉากหลังถูกปรับให้เป็นญี่ปุ่นในยุคสงครามกลางเมืองและแมคเบธกลายเป็นซามูไรแทนค่ะ นอกจากนี้ การแสดงยังถูกปรับให้นักแสดงเคลื่อนไหวตามแบบละครโน (能) แทนค่ะ

สำหรับผลงานเรื่อง “Ran” (ค.ศ. 1984) เป็นการดัดแปลงเรื่อง คิง เลียร์ (King Lear) เรื่องของกษัตริย์เลียร์ผู้ชราและตัดสินใจจะยกสมบัติให้ลูกสาวทั้งสาม โดยในฉบับนี้ผู้กำกับคุโรซาวาให้กษัตริย์เลียร์เป็นขุนนางในญี่ปุ่นศตวรรษที่ 16 และเปลี่ยนความสัมพันธ์พ่อ-ลูกสาวให้เป็นพ่อลูกชายเพื่อให้เข้ากับระบบศักดินาของญี่ปุ่นค่ะ และเช่นเดียวกันกับเรื่อง Throne of Blood ผลงานเรื่องนี้ก็เป็นการใช้เทคนิคของละครโนในการเล่าเรื่อง ผลงานทั้งสองจึงมีความน่าสนใจในฐานะภาพยนตร์ที่ผูกเนื้อเรื่องวรรณกรรมตะวันตกและการแสดงแบบญี่ปุ่นไว้ด้วยกันค่ะ

เชกสเปียร์ในป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น

ในบรรดาป๊อบคัลเจอร์ของญี่ปุ่น มังงะและอนิเมะคงจะเป็นแหล่งที่เราจะพบเค้าโครงของผลงานเชกสเปียร์ได้มากที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึงแค่ในบางฉาก เช่น ฉากการแสดงละครเรื่องแฮมเลตที่แฝงการล้อเลียนใน Black Butler (黒執事) หรือการนำทั้งโครงเรื่องมาสร้างใหม่ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่เรื่องอภิมหาบรรลัยกัลป์ (Blast of Tempest ・絶園のテンペスト) และ Romeo x Juliet (ロミオ×ジュリエッ) ค่ะ

อภิมหาบรรลัยกัลป์หรือ Blast of Tempest เป็นการนำเค้าโครงของพายุพิโรธ (The Tempest) มาสร้างใหม่เป็นเรื่องของโยชิโนะและมาฮิโระ เพื่อนสนิทที่พยายามตามหาตัวฆาตกรที่ฆ่าไอกะ แฟนของโยชิโนะและน้องสาวของมาฮิโระ ด้วยความช่วยเหลือจากคุซาริเบะ ฮากาเสะ ผู้นำตระกูลคุซาริเบะที่ถูกทิ้งไว้บนเกาะร้างโดยคนในตระกูล เรื่องนี้ยังคงเค้าโครงของเรื่องต้นฉบับให้เห็นในตัวละครเอกคือคุซาริเบะ ฮากาเสะที่เป็นจอมเวทย์ที่ติดอยู่บนเกาะร้างเช่นเดียวกันกับตัวละครในต้นฉบับ โดยคุซาริเบะ ฮากาเสะเป็นการรวมตัวละครพรอสเปโร (Prospero) จอมเวทย์เจ้าเมืองมิลานและมิรันดา (Miranda) ลูกสาวของพรอสเปโรที่ต่างถูกขับไล่ให้มาติดเกาะเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ในเนื้อเรื่องยังมีการอ้างถึงบทละครแฮมเลตอยู่เป็นครั้งคราว โดยทั้งเรื่องพายุพิโรธและแฮมเลตต่างเป็นเรื่องของการล้างแค้นที่เป็นอีกหนึ่งใจความสำคัญของอนิเมะเรื่องนี้ค่ะ

Romeo x Juliet เป็นการนำเรื่องโรเมโอและจูเลียต (Romeo and Juliet) มาเล่าใหม่ โดยฉากอยู่ที่เมืองเนโอเวโรนา นครลอยฟ้าที่มีต้นไม้เอสคาลัสเป็นสิ่งที่ช่วยให้เมืองยังคงลอยอยู่ได้ เมืองเนโอเวโรนาเดิมถูกปกครองโดยตระกูลคาปูเล็ต แต่เลออนเตส มองตากิว บิดาของโรเมโอได้ฆ่าล้างตระกูลคาปูเล็ตและขึ้นครองแทน ซึ่งจูเลียตเป็นคาปูเล็ตคนสุดท้ายที่เหลืออยู่และต้องปลอมเป็นเด็กชายชื่อโอดินแทนเพื่อเอาตัวรอด พล็อตที่จูเลียตเป็นทายาทที่แท้จริงของเนโอเวโรนาแต่ถูกตระกูลมองตากิวยึดอำนาจจนตระกูลคาปูเล็ตหาทางแก้แค้นนั้นคาดว่าเป็นการดึงเค้าโครงมาจากเรื่องแฮมเลต และการที่จูเลียตต้องปลอมเป็นชายเพื่อหลบหนีก็มีเค้าโครงคล้ายกับโรซาลินด์ในเรื่องตามใจท่าน (As You Like It) จึงอาจมองได้ว่าอนิเมะเรื่องนี้เป็นการนำผลงานทั้งสามเรื่องของเชกสเปียร์มารวมกันโดยมีโครงเรื่องโรเมโอและจูเลียตเป็นแกนหลักค่ะ

นอกจากนี้ อนิเมะยังเพิ่มตัวละครใหม่เข้าไปคือวิลลี่ นักประพันธ์เจ้าของโรงละครที่คนตระกูคาปูเล็ตที่เหลืออยู่ใช้หลบซ่อน ซึ่งตัวละครวิลลี่ก็คือวิลเลียม เชกสเปียร์นั่นเองค่ะ ดังนั้นอนิเมะฉบับนี้จึงเป็นการเล่าเนื้อเรื่องใหม่ด้วยตัวละครเดิมในบริบทที่แตกต่าง พร้อมกับจินตนาการให้เชกสเปียร์เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยค่ะ

แม้ว่าผลงานของเชกสเปียร์จะถูกปรับแต่งจนต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง หรือถึงขั้นถูกนำเสนอในฐานะบทล้อเลียนต้นฉบับบ้าง แต่การนำเสนอเชกสเปียร์ในป๊อปคัลเจอร์ของญี่ปุ่นถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างความคุ้นเคยและแนะนำเชกสเปียร์ให้ผู้อ่านรุ่นใหม่ได้รู้จักกันต่อไปค่ะ และแม้ว่าผลงานเชกสเปียร์ที่กำลังถูกนำเสนอในตอนนี้จะเป็นไปเพื่ออรรถรสและความบันเทิง ซึ่งต่างจากในอดีตที่เป็นวรรณกรรมขับเคลื่อนสังคมญี่ปุ่น แต่ผลงานของเชกสเปียร์จะยังคงเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมตะวันตกในญี่ปุ่นต่อไปค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้ค่ะ

Florman, Ben. “Hamlet Characters: Hamlet.” LitCharts. LitCharts LLC, 22 Jul 2013. Web. 20 Apr 2019.

Kawachi, Yoshiko. “Introduction: Shakespeare in Modern Japan.” Multicultural Shakespeare, De Gruyter Open, 1 Jan. 2016, www.questia.com/library/journal/1P3-4313688901/introduction-shakespeare-in-modern-japan.

Kullman, Adam. “What Is the Meaning of ‘To Be or Not to Be,” Hamlet’s Famous Quote?” Owlcation, Owlcation, 3 Dec. 2016, owlcation.com/humanities/What-is-the-meaning-of-To-be-or-not-to-be.

Morrissy, Kim. “Why Study Shakespeare Through Anime?” Fantastic Memes, 9 Feb. 2014, frogkun.com/2014/02/09/why-study-shakespeare-through-anime/.

Yoshihara, Yukari. “Tacky “Shakespeares” in Japan”. Multicultural Shakespeare 10.25: 83-97. https://doi.org/10.2478/mstap-2013-0007Web.

aozora, transmedialshakespeare, The Telegraph

 

Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
อนิเมเตอร์ในตำนาน ผู้สร้างหน้ากากเสือเสียชีวิตแล้ว