เหตุใดพระกระยาหารกลางวันของสมเด็จพระจักรพรรดิในสมัยเอโดะจึงต้องเป็นปลาไท?

ตามบันทึกครอบครัวของชนชั้นสูงญี่ปุ่นที่มีความใกล้ชิดกับสำนักพระราชวังในช่วงปลายรัชสมัยเอโดะ ได้กล่าวไว้ว่า ธรรมเนียมการเสวย “ปลาไทย่างเกลือ” เป็นพระกระยาหารกลางวันนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายของสมัยเอโดะ ในระหว่างปี ค.ศ.1853-1869 และค่อย ๆ จางหายไปเมื่อเริ่มต้นรัชสมัยเมจิ ( ค.ศ.1868-1912)

ในทุก ๆ วัน พระกระยาหารกลางวันจะถูกนำมาถวายตอนเที่ยงตรง โดยพระกระยาหารทั้งหมดจะถูกจัดเตรียมขึ้นที่ห้องเครื่องของสำนักพระราชวัง หลังจากปรุงเสร็จ เหล่านางในที่มีหน้าที่ดูแลเครื่องเสวยจะทำการชิมอาหารเพื่อตรวจสอบพิษก่อนนำขึ้นไปตั้งโต๊ะเสวยถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดิ

พระกระยาหารกลางวัน

เมื่อเสวยเสร็จแล้ว สำรับจะถูกส่งต่อแบบย้อนหลังตามขั้นตอนการเสิร์ฟอาหารก่อนหน้า คือนางในมีหน้าที่เสิร์ฟอาหารยกสำรับกลับไปให้ฝ่ายจัดเตรียม ฝ่ายจัดเตรียมส่งต่อไปยังฝ่ายที่มีหน้าที่ชิมอาหาร และฝ่ายชิมอาหารส่งให้ห้องเครื่องต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการเสวยพระกระยาหารในหนึ่งมื้อของสำหรับพระจักรพรรดิญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ

แม้ว่าพระกระยาหารกลางวันจะมีการสลับสับเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอตามฤดูและสภาพอากาศในแต่ละวันเพื่อสุขภาพและพลานามัยที่ดีของสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่อาหารจานหลักอย่างหนึ่งที่จะถอดออกจากเมนูเครื่องเสวยไม่ได้เลยก็คือ “ปลาไทย่างเกลือ”

ปลาไทย่างเกลือ
ปลาไทย่างเกลือ

ขนาดของปลาไทที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานคือปลาไทที่มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดปลาทั่วไปที่ประชาชนรับประทานกัน และการจะรับประทานปลาชนิดนี้ในทุก ๆ วันนั้นก็ถือว่าเป็นงานที่หนักหนามากเลยทีเดียว เนื่องจากในสมัยก่อนการเดินจากอ่าวโอซาก้าไปยังเมืองเกียวโต (พระราชวังเดิม) นั้นยังไม่มีรถไฟหรือขนส่งอื่น ๆ ที่สะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้

ปกติแล้วปลาไทย่างเกลือที่จะนำมาถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดินั้นจะถูกเสิร์ฟในขั้นโตกไม้แบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า ชิรากิโนะซานโบ (白木の三方) ซึ่งเป็นถาดไม้ที่เรามักจะเห็นในโอกาสที่มีการเซ่นไหว้เทพเจ้า

ชิรากิซานโบ
ชิรากิซานโบ มีลักษณะเป็นถาดไม้สีขาวและมีขาตั้งยกสูงขึ้นมา

เหตุผลของการเสวยปลาไทนั้นมิใช่เพียงเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อความเป็นมงคลและความโชคดีตามคติความเชื่อของคนญี่ปุ่น เพราะคำว่า “ไท” นั้น พ้องเสียงกับคำว่า “เมะเดไท” ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “ความสุข” และเชื่อกันว่าหากสมเด็จพระจักรพรรดิรับประทานปลาชนิดนี้แล้ว จะมานำซึ่งความสุขและความโชคดีของพสกนิกรชาวญี่ปุ่นนั่นเอง

ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานปลาไทหรือปลากระพงแดงกันในช่วงปีใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “โอเซจิ” ซึ่งแปลว่า “อาหารที่ถวายสำหรับเทพเจ้า” เพราะถือว่าเป็นปลามงคลที่จะนำมาซึ่งของความสุขของผู้ที่ได้รับประทาน จึงนิยมนำมาจัดเลี้ยงในงานฉลองวันขึ้นปีใหม่ งานแต่งงาน หรืองานอันเป็นมงคลต่าง ๆ ของชาวญี่ปุ่น

โอเซจิ
โอเซจิ ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารมงคลต่าง ๆ ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันในช่วงปีใหม่

สำหรับปุถุชนคนธรรมดานั้น จะรับประทานปลาไทเพียงเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงวันขึ้นปีใหม่หรือในงานมงคลเป็นบางครั้งคราว แต่สำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้น มีหน้าที่ที่จะต้องรักษาความผาสุกและความอยู่เย็นเป็นสุขของพสกนิกร จึงจำเป็นต้องรับประทานปลาไททุกวัน มิใช่เพื่อความสุขส่วนตัวของพระองค์เอง แต่เพื่อความผาสุขและความเป็นสิริมงคลของพสกนิกรชาวญี่ปุ่นทุกคนด้วย

ในทางตรงกันข้าม สิ่งใดที่จะนำมาซึ่งความไม่เป็นมงคลทั้งหลาย สมเด็จพระจักรพรรดิก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยง เพราะจะนำมาซึ่งโชคร้ายของพสกนิกรของพระองค์ด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากปลาไทที่นำมาถวายมีขนาดใหญ่มากถึง 30 เซนติเมตร แน่นอนว่าสมเด็จพระจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวคงจะไม่สามารถเสวยให้หมดภายในคราเดียวได้ เหล่านางในที่คอยรับหน้าที่ในการเก็บสำรับจึงต้องนำกลับไปรับประทานต่อที่บ้านทุกวัน ในช่วงปลายของสมัยเอโดะ เหล่านางในที่ทำหน้าที่ถวายสำรับสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดินั้นมีทั้งหมด 7 นาง ผู้ที่อาวุโสที่สุด 1 ใน 7 นางนั้นจะทำหน้าที่แบ่งอาหารให้ทุกคนได้นำกลับไปรับประทานทุกวันโดยไม่ให้มีเหลือนั่นเอง

ที่มา: ameblo, Gyogun, Pantip, shamu-dayori, Asahi, waraku, fraisesdesbois

ผู้เขียน: A Housewife Wannabe

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
“Shironeko Parade” คืนชีพเทศกาลดังในอดีต เพิ่มสีสันให้กับผู้คนในท้องถิ่น