งานเที่ยวโทโฮคุ ญี่ปุ่น !

ทดสอบขับ “Lexus GS F” ความท้าทายที่แท้จริงของรถ Sport Sadan ญี่ปุ่น สนนราคา 10 ล้านเยน

รถ Second Grade ของ Lexus รุ่น GS ได้มีการปรับโฉม ไมเนอร์เชนจ์ (Minor Change) ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่ม “F” ที่เป็น Sport Model เข้าไปด้วย

รถ Sport Grade ของ Lexus จะมีตัวอักษร “F” เพิ่มเข้ามา ซึ่งตัวอักษร “F” นี้นำมาจาก อักษรตัวหน้าสุดของสนามแข่งรถ FUJI SPEEDWAY และในครั้งนี้การทดลองขับรถรุ่น GS F ก็ได้จัดขึ้นที่สนามแข่งรถ FUJI SPEEDWAY แห่งนี้ อันเป็นที่กำเนิดของ ตัวอักษร “F” นั่นเอง เราได้ใช้ลู่แข่งรถของ Speed way เพื่อทดลองขับ แต่วันที่ไปทดลองขับถนนเปียกแฉะ บางครั้งก็มีหมอกหนาปกคลุมจึงไม่สามารถขับแบบ Full course ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังรู้สึกได้ถึงขุมพลังมหาศาลของ GS F

จากการทดสอบ เห็นได้ชัดเจนว่า บอดี้มีความแข็งแกร่งสูงมาก ซึ่งเมื่อวิ่งในลู่แข่งจะรู้สึกได้ทันที โดยเมื่อเข้าโค้ง 100R ที่มีแรงเหวี่ยงจากจุดศูนย์กลางมาก ล้อรถยังสามารถที่จะยึดเกาะผิวของลู่ได้เป็นอย่างดี และไม่เห็นความบกพร่องของตัวบอดี้แต่อย่างใดถึงแม้ว่าลู่วิ่งจะเปียกแฉะอยู่ก็ตาม สำหรับการเข้าโค้งที่ corner 1 โดยใช้ Full Braking ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าการเบรคในระดับที่ทำให้ระบบ ABS ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อที่จะหยุดบอดี้ที่มีน้ำหนักมากถึง 1800 กิโลกรัม (1.8 ton) ก็ยังสามารถควบคุมรถได้เป็นอย่างดี

ระบบเกียร์ ของ GS F เป็นแบบ 8 speed Auto พร้อม Conventional Torque Converter ส่วน Mode ของการขับมี 4 ชนิดคือ Eco, Normal, Sport S , Sport S+ ในกรณีที่เลือกใช้ mode Sport S หรือ Sport S+ ระบบการควบคุมทั้ง Shift up และ Blipping Down Shift ที่ให้การตอบสนองสูงจะทำงาน อย่างไรก็ตามเมื่อวิ่งในเซอร์กิต การเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์แบบ M (Manual) จะให้ความสนุกเพลิดเพลินมากกว่า เพราะที่ตำแหน่ง M ตั้งแต่เกียร์ 2 ขึ้นไปจะถูก Lock โดยสิ้นเชิง

GS F มีทั้ง Mission Mode และ TVD (Torque Vectoring Differential ) Mode ซึ่งก็คือการสับเปลี่ยนโหมดในการขับขี่ที่มีผลกระทบอย่างสูงต่อการวิ่งของรถ ระบบ TVD นี้ เมื่อวิ่งอยู่ในทางโค้ง จะเป็นตัวควบคุมการกระจายแรง Torque อย่างเต็มที่ ซึ่งมี 3 modeคือ แบบ Standard, Slalom และ Circuit
แบบ Standard จะใกล้เคียงกับการตั้ง Open diff, Slalom เป็นโหมดที่ทำให้เกิด YAW ( แรงเพื่อการเข้าโค้ง ) ส่วน Circuit เป็นโหมดที่ยกระดับความเสถียรให้สูงขึ้น โหมดที่ขับได้อย่างสนุกที่สุดคือโหมด Slalom ถึงแม้จะอยู่ในสนามเซอร์กิตก็ใช้โหมด Slalom ในการขับ เพราะความสนุกอยู่ตรงที่เปลี่ยนทิศทางของรถได้อย่างเพลิดเพลิน

ถือได้ว่านี่เป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของการออกมาเปิดตัวของ Sport Sedan ที่ให้ความสนุกเพลิดเพลินในการขับขี่ในสนามเซอร์กิต ทั้งๆที่ไม่เคยมีมาก่อนของรถที่ผลิตในญี่ปุ่น สำหรับรถรุ่นนี้ราคาอยู่ที่ 11 ล้านเยน ซึ่งเป็นราคาที่อยู่ในระดับเดียวกันกับคู่แข่งจากยุโรป แม้ว่าไม่ใช่รถที่จะหาซื้อได้ทั่วไป แต่การที่โตโยต้าผลิตรถแบบนี้ออกสู่สายตาชาวโลกได้นั้นก็สมควรที่จะได้รับการยกย่อง

ผลการประเมินคะแนนเต็ม 5 ดาว
รูปแบบตัวรถโดยรวม = ★★★★
ความสะดวกสบายภายใน = ★★★★
เครื่องยนต์/มอร์เตอร์(Power Source) = ★★★★★
Footwork = ★★★★★
ระดับการแนะนำ = ★★★★

ผู้เขียน
โมโรโบชิ โยอิจิ ( Motor Journalist )
มีประสบกานณ์เป็นพนักงานกองบรรณาธิการของนิตยสารรถยนต์ เป็น journalist แบบ Freelance เมื่ออายุ 23 ปี ตั้งแต่ปลายอายุ 20 ปี มีประสบการณ์ในการเข้าร่วมการแข่งขัน Fuji Freshman Race และยังเป็นช่างภาพที่ Circuit ปัจจุบันทำงานในฐานะ Photo Journalist งานอดิเรกคือการทำอาหาร

บทความจาก response

Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed Instagram Feed

เราคือเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเชิงสร้างสรรค์สำหรับคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ!

More Stories
JR ไม่หยุดยั้งการพัฒนาชินคันเซ็น เพื่อคุณค่าที่มากกว่าแก่ผู้โดยสารทุกคน