SHAKARICH ร้านนี้เล่นใหญ่! อาหารญี่ปุ่นที่มีความ “RICH” ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงรสชาติ

สำหรับแฟนๆ ANNGLE #สายแดก #สายยัด ห้ามพลาดรีวิวนี้เป็นอันขาดเลยครับ เพราะผม..มนุษย์สายตระเวณเปิบ ไปได้ข่าวมาว่ามีร้านเด็ดเปิดใหม่ร้านนึง ซึ่งมีความพรีเมียมระดับห้าดาวเลยครับ……

Shakariki 432 หรือที่พวกเราเรียกติดปากกันว่า “ชาการิกิสี่สามสอง” เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังสไตล์อิซากายะที่ขายดีมาก ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน จนต้องขยายสาขาแทรกซึมไปแทบจะทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ เค้าเพิ่งจะเปิดอีก 1 สาขาแบบสดๆร้อนๆในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เองครับ แต่…ถ้ามันเป็นร้าน “Shakariki” ธรรมดาทั่วๆไป ผมคงไม่ตะโกนเรียกทุกคนให้มามุงดูกันตรงนี้หรอกครับ สาขาใหม่ที่ว่านี้ไม่เหมือนกับสาขาที่มีอยู่ทั่วๆไป เพราะสาขานี้จัดว่าเป็น Shakariki แบบพรีเมียมยกระดับอัพเกรดกันเข้าไปเลยทีเดียว ซึ่งเราจะสังเกตได้จากชื่อร้าน ก็คือ “SHAKARICH” แหมมม…พออ่านชื่อร้านปุ๊บ เราก็เข้าใจคอนเซ็ปของเค้าได้อย่างง่ายๆเลยนะครับว่าต้องมีความ “RICH” อยู่ภายในอย่างแน่นอน

เอาหล่ะ…ในเมื่อผมเกริ่นนำมาซะขนาดนี้แล้ว ก็คงจะรอช้าไม่ได้เหมือนกัน สายแดกอย่างผมเลยต้องรีบเคลียร์เวลาให้ได้ไวที่สุด เพราะเรื่องกินต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด จริงไหมครับ ^^

เมนู Starter ไซส์มินิมอลที่ไม่ธรรมดา


การเดินทางเพื่อไปร้าน SHAKARICH นั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพราะร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 14(ฝั่งตรงข้าม เจ อเวนิว) อยู่ซะกลางเมืองขนาดนี้ ถ้าไม่ไปเสียดายแย่เลยน้า บรรยากาศภายในร้านก็เป็นสไตล์อิซากายะญี่ปุ่นทั่วๆไปที่มีทั้งโต๊ะด้านนอกและห้องส่วนตัว ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะเรามาที่นี่เพื่อลิ้มรสความพรีเมียมยกระดับของเมนูอาหารในร้าน SHAKARICH

และในระหว่างที่ผมกำลังตื่นตากับเมนูพรีเมียมทั้งหลายอยู่นั้น พนักงานก็ทำเซอร์ไพรซ์แรกด้วยการยกกล่องไม้แบบญี่ปุ่นที่มีหลุมเล็กๆ 15 หลุมมาวางไว้บนโต๊ะทันทีเลยครับ ซึ่งในแต่ละหลุมของกล่องไม้ใบนี้ จะมีอาหารไซส์มินิที่ไม่เหมือนกันสักเมนูเดียวเลย ตอนนั้นในหัวผมก็คิดว่า “เห้ยยย เสิร์ฟผิดโต๊ะรึป่าว ยังไม่ได้สั่งอาหารอะไรเลย” แล้วดูเหมือนพนักงานจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ ชีก็ชิงอธิบายขึ้นมาเลยว่า ที่เราเห็นอยู่นั้นเป็นเมนู Starter ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าโดยเฉพาะ (ฟรีด้วยนะเออ) แต่…ไม่ได้ให้เราหมดทั้ง 15 หลุมนะครับ พนักงานจะให้เราเลือกทานได้แค่คนละ 2 เมนูเท่านั้น (ที่เหลือก็ยกกลับครัวจ้าาา) แต่ผู้จัดการคนญี่ปุ่นเค้าเดินมาบอกว่า ถ้าใครน่ารักเค้าให้หยิบไปได้เลย 3 เมนู!!! (เมื่อพิจารณาจากหน้าตาตัวเองแล้ว ก็หยิบ 3 สิจ๊ะ จะรออะไร ฮ่าๆๆๆ) นอกจากนี้ไอ้ 15 เมนูนี่ก็จะแตกต่างกันบ้างไปในแต่ละวันด้วยครับ ซึ่งถือว่าเป็นความน่าตื่นเต้นอย่างแรกที่เราสัมผัสได้เลย ส่วนรสชาติของ Starter นั้นอร่อยแบบชวนให้ติดตามอาหารจานหลักจริงๆ

สัมผัสลูกเล่นบนจานอาหาร สนุก ตื่นเต้น และ ฟิน

ผมจึงไม่รอช้าจิ้มสั่งอาหารจานหลักไปถึง 8 อย่างด้วยกัน ถ้างั้น…มาดูพร้อมๆกันทีละเมนูเลยดีกว่า ว่าแต่ละจานนั้นจะพรีเมียมแค่ไหน!?!

จานแรกหน้าตาแบบนี้ครับ ผ่างงง…

งงเด้ งงเด้ ตอนแรกที่เห็นผมก็ตกใจเหมือนกัน เพราะมันเป็นโดมแก้วที่มีควันอยู่ข้างในเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นเลยว่าเมนูด้านในคืออะไร พอเชฟค่อยๆเปิดโดมแก้วขึ้นมาเท่านั้นแหละครับ เนื้อแซลมอนกับไข่อิคุระสีส้มสดน่ากินก็กระโดดออกมาจากกลุ่มควัน เหมือนโชว์เปิดตัวของคอนเสิร์ต J-POP ไม่มีผิด ส่วนรสชาติของจานเปิดงานนี้ ก็ไม่แพ้ภาพที่เราเห็นเลยครับ เนื้อแซลมอนสดๆที่มีกลิ่นหอมของควันจางๆติดอยู่ในปากด้วย โอ้ยยยย แค่จานแรกก็ฟินแล้วครับ จานนี้มีชื่อว่า Today’s Smoke ราคา 380 THB

ควันที่ถูกเอามารมให้เนื้อแซลมอนมีกลิ่นหอมนั้น ผมแอบไปถามเชฟมาครับ ฮีบอกว่าเป็นควันจากไม้ซากุระที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นโดยตรงเลย และลูกเล่นเพิ่มเติมของจานนี้คือ เมนูที่อยู่ในโดมแก้วแต่ละวันนั้น อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ใครที่ชอบความตื่นเต้นประหลาดใจ ผมแนะนำเมนูนี้เลยครับ

ต่อไปจานที่สอง

Sea Urchin Sushi rolled by Sliced Beef

ดูยังไงก็เหมือนซูชิแบบโรล แต่…ความพรีเมียมของมันอยู่ตรงเนื้อวากิวคัดพิเศษที่เอามาพันข้าวแทนสาหร่ายแล้วโปะหน้าด้วยไข่หอยเม้นสุดมัน ซึ่งเป็นคอมบิเนชั่นที่สุดยอดไปเลยครับ ความมันของไข่หอยเม่นบวกกับความนุ่มของเนื้อวากิว อื้อหือออ ทั้งไข่หอยเม่นทั้งวากิวแทบจะละลายไหลลงไปในคอเลย แม้ว่าจานนี้จะไม่มีเอฟเฟคลูกเล่นอะไรมาก แต่ก็สามารถสะกดสายตาคนทั้งโต๊ะได้ไม่ยาก อารมณ์เหมือนเดินย่านบาร์โฮสที่หน้าร้านมีแต่โฮสระดับท็อปยืนเรียงกันให้เราเลือกกันได้ตามใจเลย จานนี้มีชื่อว่า Sea Urchin Sushi rolled by Sliced Beef ราคา 380 บาท

จานถัดไปมันมาเป็นก้อนแบบนี้ครับ

ผมก็นั่งทบทวนในหัวว่า “สั่งไอ้ก้อนประหลาดๆนี่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ก็เลยถามเชฟที่นั่งอมยิ้มเหมือนกุมความลับอะไรอยู่ ฮีบอกว่าจานนี้คุณสั่งไปเองนั่นแหละ มันคือ Roasted Beef in Salt Crust พอได้ยินปุ๊บก็นั่งอ้าปาก ในหัวจินตนาการเป็นสเตปเลยว่าไอ้ก้อนขาวๆนี่มันคือเกลือแน่นอนแล้วข้างในก็น่าจะมีเนื้อวากิวซ่อนอยู่ คิดว่าเมนูนี้ต้องให้คุ้ยเกลือกินกับเนื้อเค็มชัวร์!! แต่เปล่าเลยครับ เชฟบอกให้เอาท่อนไม้ที่วางข้างๆค่อยๆทุบไอ้ก้อนเกลือนี่ให้แตกจนเนื้อวากิวข้างในโผล่ออกมา (เออ มันมีท่อนไม้มาพร้อมกันจริงๆด้วย มัวแต่มองก้อนเกลือ)

แล้วเชฟจะเอาไปหั่นมาให้เราทานครับ (เนื้อวากิวจะถูกย่างมาก่อนแล้ว) ซึ่งก็ไม่ต้องกลัวว่าจะได้กินเนื้อเค็มแต่อย่างใด เพราะเค้าเอาใบ Kumasasa (ใบไผ่ชนิดหนึ่งทางร้านนำเข้ามาจากญี่ปุ่น) ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆห่อเนื้อไว้ก่อนพอกเกลือ ซึ่งเกลือที่ใช้พอกเนื้อวากิวนี้นั้นเค้าเอาไปผสมกับไข่ขาวก่อนแล้วค่อยนำมาพอกเพื่อที่ว่าเกลือจะได้เกาะตัว แล้วการที่พอกเกลือแบบเนี้ยเชฟบอกว่าเวลาเอาไปย่างความร้อนจะค่อยๆผ่านเข้าไปด้านในทีละนิดๆ ทำให้ความอร่อยของเนื้อไม่หนีหายไปไหน คงความเหนียวนุ่มอร่อยของเนื้อวากิวของเราเอาไว้ครับ แหม แอบมีสตอรี่สมความ RICH จริงๆ ส่วนราคานั้นอยู่ที่ 780 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยเพราะสิ่งที่เราได้ลิ้มรสคือเนื้อวากิวชั้นดีที่มีการแสดงโชว์ก่อนทาน

และเนื้อวากิวที่ทางร้านพิถีพิถันย่างก็มีหน้าตาแบบที่เห็นนี่ละครับท่านผู้ชม มีความ medium rare หน่อยๆ ฟินเวอร์

Roasted Beef in Salt Crust

จานถัดไปครับ

พอผมเห็นเค้าเอาไอ้ก้อนนี่มาตั้งปุ๊บ ในใจตอนนั้นคิดว่า “คงเรียกจานไม่ได้แล้วหล่ะ ไซส์นี้ต้องเรียกขอนไม้พันปีแล้วพี่” จริงๆจานนี้คือ Spaghetti Parmesan Cheese Carbonara แล้วไอ้ก้อนที่เอามาวางอยู่ตรงหน้าผมก็คือก้อนชีสครับ

อืมมมม ผมสั่งเมนูนี้ไปเองแหละ ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบกินคาโบนาร่ามาก เลยอยากจะลองชิมของที่นี่ว่าจะรอดหรือไม่รอด หลังจากวางก้อนชีส เชฟก็เอาเส้นและเครื่องลงไปคลุกให้เข้ากันอยู่ตรงกลางก้อนชีสเลยครับ



เมื่อเอาเส้นลงไปคลุกในชีสเสร็จแล้ว ทางร้านจะตักขึ้นมาใส่จานให้ทานกันครับ เค้าไม่ได้อนุญาตให้ทานโดยตรงจากก้อนชีสน้า ไม่ต้องห่วง

Spaghetti Parmesan Cheese Carbonara

ส่วนรสชาติที่แฟนคาโบนาร่าอย่างผมสัมผัสได้นั้น คือ มันดีมากกก ชีสเข้มข้นมากแต่ไม่เลี่ยนอร่อยรสชาติกลมกล่อมสุดๆ ราคาก็ไม่แพงแค่ 280 บาท เอง จะขอเบิ้ลสองก็เกรงใจพุงตัวเองเพราะยังไม่มาอีกหลายเมนูเลย

จานต่อไป ดูเรียบง่ายมากเหมือนข้าวอบจักรพรรดิที่มาในหม้อเล็กๆ จานนี้คือข้าวอบแซลมอนกับไข่อิคุระที่มีชื่อเมนูว่า Salmon & Salmon roe & Rice served in a small Pot

ก่อนทานเราต้องคลุกให้ทุกอย่างเข้ากันด้วยนะครับ และจุดเด่นของจานนี้อยู่ที่ความเข้ากันของซุปสูตรเฉพาะของทางร้านที่นำมาหุงให้ข้าวมีรสอูมามิยิ่งขึ้นกับไข่อิคุระเค็มๆมันๆบวกด้วยเนื้อแซลมอนหอมๆ มันทำให้เกิดความอร่อยที่มีพลังทำล้ายล้างสูงมากๆเลย จานนี้สิเรียบแต่โก้ของจริง ไม่ต้องโหนสลิงโลดโผนอะไรทั้งนั้น ราคาอยู่ที่หม้อละ 680 บาท เองครับ

ถึงแม้ว่าท้องจะตึงๆขึ้นมาหน่อยแล้ว แต่สายแดกอย่างผมจะไม่ยอมถอยง่ายๆครับ เลยอยากขอพักกินอะไรที่เบาๆก่อน พนักงานเลยแนะนำสลัดไข่มาให้ ตอนแรกที่สั่งไป ก็คิดว่าเป็นสลัดไข่บ้านๆธรรมดา แต่พอเค้ายกออกมาเท่านั้นแหละ ความพรีเมียมแบบ SHAKARICH ก็สาดส่องไปทั่วทั้งโต๊ะ บอกได้คำเดียวว่าห้ามดูถูกเมนูที่นี่เด็ดขาด เพราะเค้าสามารถทำเมนูที่แสนธรรมดาๆ ให้กลายร่างเป็นสาวงามอย่างเจ้าหญิงคางุยะได้เลย
Egg Shell Salad 280 บาท

แน่นอนว่าด้านนอกที่เราเห็นนอนแผ่กันอยู่ก็คือผักสดๆของสลัดจานนี้ ส่วนด้านในเปลือกไข่นั้น คือเนื้อไข่สุดนุ่มที่ปรุงพิเศษตามแบบฉบับของ SHAKARICH ครับ
นอกจากนี้เมนูพรีเมียมที่เดินขบวนตามกันออกมาอีกเรื่อยๆก็มีเกี๊ยวซ่าคุโรบูตะ (Kurobuta Yaki-Gyoza 230 บาท) หลายๆคนมองว่าเมนูนี้เฉยๆอ่ะ ใช่มะ?? แต่จริงๆมันไม่เฉยเหมือนหลายๆคนคิดน้า เพราะเค้าใช้เนื้อหมูคุโรบูตะของจริงครับ (ขีดเส้นใต้แรงๆเลยว่าของแท้แน่นอน) ถ้าใครอยากลองชิมว่าคุโรบูตะแท้เป็นอย่างไร ต้องสั่ง!!!

หอยนางรมอบครีมซอส (Shelled Oyster Gratin 320 บาท) จานนึงมีถึงสองตัวใหญ่ๆเท่าฝ่ามือ จะไม่ใหญ่ได้ไงหล่ะครับ เพราะเค้าส่งตรงมาจากฮิโรชิม่าเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งหอยนางรมเลย ส่วนรสชาติก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยครับ ทั้งความหวานและความมันแตกกระจายเต็มปาก

เซตซาชิมิแบบฉบับ Shakarich (Today’s Sashimi 380 บาท) มีซาชิมิอยู่ 5 แบบครับ แค่เนื้อปลาสัมผัสลิ้นเท่านั้นแหละผมได้ความรู้สึกเหมือนได้ไปแหวกว่ายชมความสดของปลาในทะเลเลยทีเดียว เพราะเนื้อปลาซาชิมิมันมีความสด เนื้อแน่น และอร่อยสุดๆเลยครับยากที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรจริงๆ แล้วถ้าอ่านเมนูดีๆมีคำว่า “Today” ถ้างั้นก็แปลว่าแต่ละวันนั้นทางร้านจะเสิร์ฟซาชิมิไม่เหมือนกันด้วยครับ แอบกระซิบนิดว่า SHAKARIKI นั้นเค้ามีคอนเทนเนอร์ส่วนตัวในการขนส่งอาหารสดๆจากญี่ปุ่นมาประเทศไทย เราจึงมั่นใจได้เลยว่าได้ทานของสดที่ทางร้านได้คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วจริงๆ ในที่สุดจานนี้ก็ปิดท้ายได้แบบสวยงาม

ของหวานอยู่คนละท้องกับของคาว

ท้องใส่อาหารคาวเต็มแล้วต้องหาอะไรหวานๆมาเติมท้องใส่อาหารหวานก่อนกลับสักหน่อย อย่างที่ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า betsu bara(เบตสึ บาระ) หมายถึงท้องอีกหนึ่งท้องสำหรับทานของหวานนั่นเอง ที่ SHAKARICH นั้นจะมีของหวานอยู่ 4 เมนู แล้วแต่ละอย่างก็ดูน่าสั่งมาสังเวยปากตัวเองทั้งน้านนนน ผมเลยเลือกมา 2 อย่างครับ ซึ่งแต่ละอย่างนั้นบอกได้คำเดียวว่าอยากรู้ “ต้องลอง”

อันแรกที่ยกมาเลยจะเป็น Macha Rere Cheese Cake

จานนี้สำหรับสาวกชาเขียวครับ เป็นชีสเค้กชาเขียวที่ชั้นบนนุ่มและหวานแบบกลมกล่อม ส่วนชั้นล่างจะเป็นชีสเค้กที่อัดแน่นไปด้วยความหอม คือกินเข้าไปคำแรกก็รู้สึกถึงความหอมของชาเขียวและชีสที่มันฟุ้งไปทั่วปากเลย นอกจากนี้ไอ้ท่อนสีเขียวเล็กๆที่จิ้มอยู่ตรงครีมข้างๆก็เป็นช็อคโกแลตชาเขียวอย่างแพงอีกด้วยนะครับ จานนี้สนนราคาเพียง 180 บาท

ส่วนอีกเมนูนึงก็คือ Sweetened Chestnuts Mini Cake คือ…ไอ้อันนี้ก็เค้กเหมือนกันนะครับ แต่มันไม่ซ้ำรอยกัน ตัวนี้พูดแบบบ้านๆเลยคือเค้กเกาลัดแบบไฮโซ ไฮโซแค่ไหนดูเกาลัดบนยอดเค้กที่ติดทองคำเปลวได้เลย

นอกจากน้องเกาลัดที่เป็นพระเอกของจานแล้ว ก็มีเค้กและครีมนุ่มๆเตรียมพร้อมกระโดดเข้าปากเราครับ ความนุ่มของจานนี้จะต่างจากอันชาเขียวตรงที่ ชีสเค้กชาเขียวจะให้ความรู้สึกนุ่มแบบเยลลี่ ส่วนเค้กเกาลัดจานนี้จะนุ่มแบบฟองน้ำครับ และราคาจานนี้ก็ไม่แพงอย่างที่คิด แค่ 180 บาท เองครับ

สรุปง่ายๆเลยนะครับ ความพรีเมียมของ SHAKARICH นั้นไม่ได้อยู่ที่ราคาหรือที่ตั้งของร้าน แต่มันคือความใส่ใจของพ่อครัวที่บรรจงพิถีพิถันเลือกวัตถุดิบและสร้างสรรค์อาหารแต่ละจานออกมาให้อร่อยและให้ลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมไปกับลูกเล่นของอาหารด้วย ซึ่งตรงจุดนี้แหละครับที่ผมชอบมากที่สุด ซึ่งความพรีเมียมไฮโซและจุดเด่นตรงนี้ของ SHAKARICH ผมยังไม่เห็นร้านไหนในประเทศไทยกล้าทำแบบเค้าเลย

แล้วถ้าพูดถึงเรื่องราคา ผมกล้าการันตีเลยครับว่าร้านอาหารพรีเมียมแถวนั้นราคาแพงกว่านี้มาก เปรียบเทียบกันง่ายๆเลยคือ อาหารคอร์สของที่นี่ราคาแค่ 3,000 บาทต่อ 1 คนเอง แต่…อาหารคอร์สร้านแถวๆนั้น 4,000 – 5,000 บาทอัพขึ้นไปแล้ว เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆลองมาเปิดประสบการณ์กับ SHAKARICH ก็จะรู้ครับว่าที่ผมสาธยายมาทั้งหมดเป็นจริงทุกประการ

ข้อมูลร้าน
ชื่อร้าน:SHAKARICH(ชาการิช)
โทรจอง: 02-045-4032
JAPANESE: 063-858-2002
ที่ตั้ง:ซอยทองหล่อ 14 (ร้านอยู่ตรงข้าม เจ อเวนิว ห่างจากร้านชาการิกินิวทองหล่อ ประมาณ 3 นาที)
เวลาทำการ:5:00PM – 3:00AM
ห้องสูบบุหรี่: มี
ที่จอดรถ: มี
WIFI: มี
Shakarich しゃかリッチ Facebook Fanpage

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ