แองเกิ้ล
ญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ เรื่องราวแปลกใหม่และน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่หาอ่านจากที่อื่นไม่ได้

ระบบเจ้าของผลผลิต! ทางรอดของเกษตรกรญี่ปุ่น ที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์?!

ระบบอันชาญฉลาดที่เอื้อประโยชน์ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต

ใครเคยมีความฝันว่าบั้นปลายชีวิตจะได้เกษียณตัวเองไปมีชีวิตแบบชิลๆ บ้างคะ ?! เช่นว่ามีพื้นที่ของตัวเองไม่ต้องมากมาย ทำไร่ ปลูกผัก ทำสวนผลไม้ทานกันในครอบครัวแบบพอเพียงไม่เดือดร้อนใคร… แต่!!!

ความฝันและความจริงมันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง การทำเกษตร ประมง ปศุสัตว์ นั้นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและปัญหาจากธรรมชาติต่างๆ หากช่วงน้ำท่วมหรือปีไหนหน้าแล้งก็ต้องเดือดร้อน แถมวิถีชีวิตก็ไม่ได้เหมือนกับสังคมเมืองที่พวกเราเคยชินมาเกือบค่อนชีวิต… แบบนี้แล้วเราจะอยู่อย่างชิลๆเหมือนภาพฝันที่วาดไว้ได้จริงหรือ?!…

แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีโอกาสเป็นเจ้าของเพียงแค่ต้นผลไม้ ไม่กี่ต้น หรือแปลงนา แปลงผัก ไม่กี่แปลง ที่มีคนคอยดูแลให้เราตลอดเวลา เมื่อเราอยากพักผ่อนก็สามารถไปเที่ยวผ่อนคลาย เข้าไปทำกิจกรรมที่สวนเมื่อไหร่ก็ได้ แถมพอเวลาเก็บเกี่ยวก็จะมีคนคอยส่งผลผลิตมาให้เราถึงที่บ้าน หรือจะลงมือเก็บเองตามใจชอบก็ย่อมทำได้ เพราะผลไม้ของต้นนั้น เป็นของเราทั้งต้น!!!… แฟนๆ ANNGLE คิดว่า แบบนี้โอเคหรือเปล่าคะ

กิจกรรมแบบนี้ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ระบบเจ้าของผลผลิตหรือ โอนาเซโดะ (オーナー制度 : Owner System) เพียงแค่เราทำสัญญากับทางสวนหรือเจ้าของพื้นที่การเกษตร เพื่อจับจองเป็นเจ้าของต้นผลไม้หรือพื้นที่การเกษตร จะทำให้เราได้รับประโยชน์มากมายทั้งการทำกิจกรรม ณ พื้นที่นั้นและแน่นอนว่าต้องได้ผลผลิตที่ได้จากการเกษตรตามที่เราทำสัญญาไว้ แบบที่ว่า ผลไม้ต้นนี้ทั้งต้นเป็นของเรา จะเก็บเท่าไหร่ก็ไม่มีใครว่า!!! ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ ANNGLE จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

กว่า 20 ปี ของระบบเจ้าของผลผลิตที่ญี่ปุ่น!!!

เป็นที่รู้กันว่าที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระบบจัดการที่เป็นเลิศ แม้กระทั่งทางด้านเกษตรกรรมก็ยังทำออกมาได้น่าประทับใจนะคะ เมื่อราวปี 1992 ณ เมืองยูซูฮาระ เขตทากาโอกะ จังหวัดโคจิ (梼原町高岡郡高知県) เป็นจุดเริ่มต้นในการนำระบบเจ้าของผลผลิตมาใช้กับการปลูกข้าวนาขั้นบันได โดยเจ้าของนาขั้นบันได จะเปิดรับสมัครสมาชิกให้เข้ามาจับจองพื้นที่นาและเมื่อชำระค่าใช้จ่ายแล้ว จะจัดสรรพื้นที่ให้แก่สมาชิกตามสัญญาที่ตกลงกัน สมาชิกคนนั้นก็จะเป็นเจ้าของผลผลิตซึ่งในที่นี้ก็คือข้าวทั้งหมดในพื้นที่ของตัวเองนั่นเอง

นอกจากนี้ระบบเจ้าของผลผลิตยังไม่ได้จำกัดแค่วงการเกษตรเท่านั้น แต่ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการปศุสัตว์ ประมง ป่าไม้และการแปรรูปจากผลผลิตอื่นๆอีกด้วยค่ะ เนื่องจากเป็นกระบวนการผลิตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ แน่นอนว่าต้องมีความแปรปรวนจากฟ้าฝนสภาพอากาศแน่นอน เพียงแต่ข้อดีของระบบนี้จะมีการรับประกันจำนวนและคุณภาพของผลผลิต เช่นว่าหากผลผลิตที่ได้จากต้นผลไม้หรือพื้นที่ที่ทำสัญญา น้อยกว่าปริมาณที่ตกลงกันไว้ จะมีการนำผลผลิตจากส่วนอื่นๆ ของทางผู้ดูแลมาเพิ่มเติมให้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ทางผู้ดูแลจะการันตีจำนวนของผลผลิตให้เรา ทำสัญญาไปเท่าไหร่ ต้องได้ผลผลิตเท่านั้นแน่นอน!

“กำไรชีวิต” จากการเป็น “เจ้าของผลผลิต”

นับว่าเป็นความคุ้มค่าของ “ระบบเจ้าของผลผลิต” ที่ทำให้สมาชิกที่ชำระเงินเพื่อเป็นเจ้าของผลผลิตนั้น ได้ประโยชน์อื่นๆ พ่วงมาด้วย ในญี่ปุ่นเจ้าของผลผลิตนอกจากจะได้รับผลผลิตตามสัญญาแล้ว ยังสามารถเข้าไปทำกิจกรรมเก็บเกี่ยวผลผลิต สามารถเข้าไปเยี่ยมชมและทำกิจกรรมอื่นๆได้อีกด้วย จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเสียค่าดูแลผลผลิตเพียงแค่ครั้งเดียวแต่สามารถได้ทั้งผลผลิตตามที่ตกลงกันไว้และได้เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่จริงเมื่อไหร่ก็ได้ รวมไปถึงยังเป็นการสร้างกิจกรรมสานความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว เป็นประสบการณ์ดีๆ ที่ได้ประโยชน์หลายต่อ นอกจากสถาบันครอบครัวแล้วที่ญี่ปุ่น โรงเรียนหลายๆแห่งก็ยังใช้ประโยชน์จากระบบนี้เพื่อสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์ให้แก่นักเรียน รวมถึงปลูกฝังคุณค่าของอาชีพผู้ผลิต (ทั้งทางด้านเกษตร ประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น) อีกด้วย

หากลองคำนวณต้นทุนต่อ 1 หน่วยผลผลิตแล้วรู้สึกว่ามีราคาแพงกว่าราคาท้องตลาด ให้เราลองคิดถึงค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมท่องเที่ยวรวมเข้าไปด้วย เราจะรู้ได้ทันทีว่าราคาของผลผลิตในระบบเจ้าของผลผลิตนี้ช่างคุ้มค่าเสียเหลือเกิน เรียกได้ว่าได้ทั้งของได้ทั้งประสบการณ์ รวมไปถึงความสนุกสนานของคนในครอบครัวและองค์กรจริงๆ

นอกจากนี้ที่ญี่ปุ่นยังมีไอเดียแปลกใหม่ นั่นก็คือ“การซื้อสิทธิ์การเป็นเจ้าของผลผลิตให้เป็นของขวัญในวันพิเศษแก่กัน เนื่องจากมีสมาชิกในระบบบางท่านมีความคิดว่า ของขวัญในลักษณะนี้เป็นของขวัญที่มีกระบวนการต่อไปเรื่อยๆ เพราะผู้รับจะสามารถทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย ตั้งแต่การเพาะปลูก ดูแล ไปจนถึงเก็บเกี่ยว ดังนั้นจึงเป็นของขวัญที่มีคุณค่าเหมาะสำหรับมอบให้คนพิเศษอีกด้วย

ด้วยกระบวนการให้บริการของระบบเจ้าของผลผลิตนี้ ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับเกษตรกรรวมถึงสามารถเข้าไปเห็นกระบวนการผลิตได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น สร้างความมั่นใจและสามารถเข้าไปเห็นได้ว่า เราจะได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างพวกเราได้จริง

ช่องทางเพิ่มรายได้ของผู้ดูแลผลผลิต 

ไม่เพียงแค่เจ้าของผลผลิตที่จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆเท่านั้น แต่ระบบนี้เรียกได้ว่าเอื้อประโยชน์แก่ทั้งผู้ผลิตและเจ้าของผลผลิตจริงๆ ที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดคงจะเป็นเรื่องของความมั่นคงของรายได้ของเกษตรกรและผู้ผลิตสายอื่นๆ ที่จะได้รายได้ก่อนที่จะทำการผลิตและได้ในราคาที่ดีกว่าหากเปรียบเทียบกับการผลิตเพื่อจำหน่ายแข่งขันกันสู่ท้องตลาด ซึ่งจะต้องเจอกับปัญหาราคาในตลาดที่ผันผวน เมื่อได้รายได้ที่ตายตัว ก็จะสามารถจัดสรรพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้ง่ายขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาไปในเชิงการท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่และแตกไลน์สู่การสร้างรายได้ทางอื่นเช่น โปรแกรมเวิร์คช็อปการแปรรูปผลผลิตไปสู่สินค้าอื่นๆได้อีกด้วย เช่น กรณีในญี่ปุ่นมีการจัดโปรแกรมเจ้าของผลผลิตเป็นแพคเกจ คือ ส้ม 1 ต้น ข้าว 12 กิโล ค่าใช้จ่ายราวเดือนละ 4,000 บาท จะเปิดให้สมาชิกนั้นสามารถเข้าไปทำกิจกรรมและเยี่ยมชมบริเวณพื้นที่ที่ซื้อสิทธิ์เมื่อไหร่ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าใช้บริการออนเซ็นในระแวกนั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 4  ครั้ง รวมไปถึงเข้าร่วมทำกิจกรรมทำโซบะและมิโซะได้ปีละ 4 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกัน นับว่าเป็นการแตกไลน์ที่สร้างสรรค์รวมไปถึง ได้มีโอกาสรวมกลุ่มกับคนในพื้นที่ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและความมั่นคงของรายได้ ไปพร้อมๆกับการสร้างมูลค่าและคุณค่าของอาชีพและพื้นที่นั้นได้อีกด้วย

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สำหรับเกษตรกรและผู้ผลิตที่สูงอายุเองก็ยังสามารถดำเนินอาชีพต่อไปได้ เช่นที่ญี่ปุ่นพบว่าหากถึงฤดูเก็บเกี่ยว จะมีเจ้าของผลผลิตหลายท่านที่ต้องการเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยทุ่นแรงและร่นระยะเวลาการทำงานได้มากและยังสามารถประกอบอาชีพต่อไปอีกโดยที่ไม่ต้องเลิกราไปเพียงเพราะอายุและสภาพร่างกายที่เริ่มถดถอยลง

ระบบเจ้าของผลผลิตเกิดขึ้นที่ไทยแล้วจริงหรอ?!

กรณีตัวอย่างที่สามารถสัมผัสและลองไปใช้บริการระบบเจ้าของผลผลิตได้แล้วที่สวนมะม่วง MANGO QUEEN อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่บ้านเรานี่เอง โดยที่นี่เปิดให้จับจองเป็นเจ้าของต้นมะม่วงโดยมีระยะเวลาสัญญา 1 ปี ซึ่งผลมะม่วงที่คาดว่าจะได้นั้นอยู่ที่ต้นละ 40-60 ลูกต่อปี นั่นเอง ความพิเศษอยู่ที่มะม่วงของสวนนี้ลูกใหญ่มากๆและเป็นพันธุ์ผสมระหว่างลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ให้เลือกทาน หอม หวาน ลูกใหญ่ เม็ดเล็ก คุ้มค่าแก่การทานมะม่วงที่สุด ราคาก็ค่อนข้างดีมากทีเดียวนะคะ เหมาะทั้งการนำไปจำหน่ายต่อหรือจะมอบเป็นของขวัญพิเศษให้แก่คนพิเศษได้อีกด้วย ที่สำคัญเราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมที่สวนและเก็บผลมะม่วงได้อีกด้วยค่ะ

ใครสนใจระบบเจ้าของต้นมะม่วง คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ เลยค่ะ เชื่อว่าถ้าที่ไทยเราเอาระบบเจ้าของผลผลิตนี้มาประยุกต์ใช้ จะช่วยแก้ปัญหาของทั้งเกษตรกรและสร้างความปลอดภัยและความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคมากขึ้นจริงๆ

ขอบคุณ

agri.mynavi.jp

money-formation.com

matome.naver.jp

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ

Get real time updates directly on you device, subscribe now.

Leave a Reply