ฟุคุจัง…ชายญี่ปุ่นผู้กลายเป็นตำนานคนเร่ร่อนแห่งถนนข้าวสาร

ฟุคุจัง คือชื่อเล่นที่ถูกเรียกขานด้วยความเอ็นดูของอัทสึชิ ฟุกุอิ ชายวัยกลางคนชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน แม้เราจะคุ้นเคยกับภาพนักธุรกิจญี่ปุ่นผูกไทแต่งตัวเนี้ยบ อาศัยอยู่ในเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์สุดหรูในย่านสุขุมวิท ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยรายได้มหาศาลเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่ถูกแสนถูกของประเทศไทย แต่ชีวิตของฟุคุจังในไทยแตกต่างจากนั้นชนิดที่เรียกว่ากลับหัวกลับหาง เมื่อต้องเจอกับมรสุมชีวิตจนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ต้องนอนข้างถนนในย่านที่เต็มไปด้วยแหล่งอโคจร ที่พักและอาหารราคาถูกอย่างถนนข้าวสาร แต่ด้วยความมุมานะไม่ท้อถอย ฟุคุจังรวบรวมกำลังใจเพื่อพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในฐานะพลเมืองญี่ปุ่นอันมีเกียรติในประเทศไทย

ฟุคุจังกับชีวิตเร่ร่อน บนถนนข้าวสาร
ฟุคุจังกับชีวิตเร่ร่อนบนถนนข้าวสาร แม้จะเป็นคนจร อดมื้อกินมื้อ แต่เขาก็พูดอย่างหนักแน่นว่า “จะกลับไปอยู่ญี่ปุ่น ก็ต่อเมื่อตายเท่านั้น”

ชีวิตติดลบ

ฟุคุจังเติบโตมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่าบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่ได้ติดต่อกับผู้เป็นพ่อตั้งแต่เด็ก และแม่ก็มาตายจากไปตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถม ทิ้งให้เขาต้องอยู่ในอุปการะของญาติฝั่งแม่ เปลี่ยนบ้านไปเรื่อยๆตามแต่ใครจะรับช่วยเหลือ แม้ว่าจะตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ฟุคุจังก็ยังโชคดีที่ญาติๆต่างให้ทั้งความรักและเอ็นดู คอยสั่งสอนอบรมแทนแม่ แต่ด้วยฟุคุจังมีอาการออทิสติกอย่างอ่อนๆตั้งแต่เด็ก ทำให้มีพัฒนาการในแง่บุคลิกภาพและสังคมช้ากว่าเด็กคนอื่น จึงเป็นเป้าถูกรังแกจนกลายเป็นปมในใจ แม้จะเติบโตขึ้นมีงานมีการทำในบริษัทการค้าแห่งหนึ่ง ฟุคุจังก็ยังคงโดดเดี่ยว แปลกแยกออกจากสังคมและเพื่อนร่วมงาน พลอยทำให้หน้าที่การงานนั้นไม่ก้าวหน้า และชีวิตไม่มีความสุขจนต้องตัดสินใจ “หนี” ออกจากญี่ปุ่น ฟุคุจังให้เหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนี้ไว้ว่า “ผมอยู่ในสถานะที่ต่ำที่สุดของสังคมญี่ปุ่น และด้วยสถานะนี้เอง ผมไม่อาจจะไต่เต้าขึ้นไปให้ชีวิตดีขึ้นได้ นี่คือความจริงที่ผมอยากจะหนี”

ชีวิตในไทย

ฟุคุจังกับความพยายามที่จะหางานในไทย
ฟุคุจังกับความพยายามที่จะหางานในไทย

หลังจากลาออกจากงาน ฟุคุจังเดินทางมายังประเทศไทยด้วยเงินเก็บก้อนเล็กๆ มีความหวังว่าจะอยู่ด้วยเงินเก็บก้อนนี้อย่างอิสระเสรี อยู่อย่างตามใจชอบ อันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเมื่อครั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น ฟุคุจังเช่าห้องพักถูกๆที่ข้าวสาร และใช้ชีวิตลองสเตย์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและเป็นเสรีที่ข้าวสารมอบให้ ที่ข้าวสาร ฟุคุจังเจอเพื่อนมากมายทั้งคนญี่ปุ่นด้วยกันและชาวต่างชาติ สังคมกลุ่มก้อนของเขาล้วนเป็นคนญี่ปุ่นที่เป็น “แกะดำ” ไม่อาจใช้ชีวิตในญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุข บางคนต้องทนทุกข์กับการโดนรังแก และความเครียดที่สะสมจากการอยู่ในสังคมญี่ปุ่น จนในที่สุดก็ต้องออกมาจากญี่ปุ่นเหมือนฟุคุจัง ฟุคุจังกลายมาเป็นต้นแบบของชาว “โซโตะโคโมริ” (อ่านบทความเรื่องโซโตะโคโมริที่นี่) ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศโดยมีเหตุทางใจที่ทำให้ไม่อยากกลับไป

แน่นอนว่าเมื่ออยู่ไปนานวันเข้า เงินเก็บก็เริ่มร่อยหรอ และรายได้เสริมจากงานเขียนบล็อกที่ตนทำอยู่ก็ไม่พอต่อการดำรงชีพ จนวันหนึ่งเขาต้องย้ายออกจากห้องเช่าในลักษณะเสื่อผืนหมอนใบ กลางวันเร่ร่อนไร้จุดหมาย เมื่อตกกลางคืนต้องอาศัยนอนบนถนนหน้าห้องเช่าราคาถูกของกลุ่มเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เขาเจอ บางครั้งต้องขอข้าวเขากิน บางครั้งก็โดนลูกหลงคนเมาตีกัน ในระยะนี้ชีวิตของฟุคุจังเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ญี่ปุ่น ด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อๆไม่มีพิษมีภัย จึงทำให้ผู้พบเห็นอดสงสารและเป็นห่วงไม่ได้ จนถึงขั้นมีการบอกต่อๆกันว่าหากเจอฟุคุจังแถวข้าวสารหรืออโศก ให้ช่วยสงเคราะห์เงินเล็กๆน้อยๆด้วย จิตใจและร่างกายของฟุคุจังในตอนนี้ทรุดโทรมอย่างหนัก แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามหางานในบริษัทญี่ปุ่นที่ไทยอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดแล้วญาติๆต้องติดต่อมาขอร้องให้กลับไปที่ญี่ปุ่น

ฟุคุจัง นั่งบนทางเท้าหน้าห้องแถวเก่าๆ ตกกลางคืนเขาต้องนอนบนทางเท้านี้
ฟุคุจัง นั่งบนทางเท้าหน้าห้องแถวเก่าๆ ตกกลางคืนเขาต้องนอนแถวนี้

กลับไปที่ญี่ปุ่น

หลังจากใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนในไทยถึงห้าปี ฟุคุจังกลับมายังญี่ปุ่นเหมือนนกปีกหักด้วยสภาพซูบผอมและหดหู่ ที่นี่เขาได้รับกำลังใจมากมายจากญาติๆ อย่างไรก็ดีหลังจากผ่านไปเพียงสี่เดือน ฟุคุจังก็ไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้ว่า ความรู้สึกที่ตนไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมญี่ปุ่นนั้นยังคงรุนแรง และเขาก็ต้องการกลับไปอยู่ประเทศไทยอีกครั้งเพราะรู้สึกว่า ที่ไทยเขาสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงผู้คนทั่วไปและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ระหว่างนั้นเองฟุคุจังพบกับจุดหักเหในชีวิต นั่นก็คือตั้งใจจะกลับไปพบหน้าพ่อที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านนอก แต่ก็ต้องตกใจเมื่อรับรู้ว่า พ่อของเขาได้ตายลงไปแล้วอย่างโดดเดี่ยว กลายเป็นศพไร้ญาติ ในช่วงเวลานั้นเองฟุคุจังรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่ผ่านมาตนช่างใช้ชีวิตอย่างไร้ความรับผิดชอบ และตั้งใจว่าต่อไปนี้จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในไทยอย่างมั่นคง และสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างไม่ทำให้ญาติๆเป็นห่วงอีกต่อไป

การเริ่มต้นครั้งใหม่ในไทย

fuku1

ฟุคุจังกำเงินเก็บก้อนเล็กๆอีกก้อนหนึ่งเพื่อจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในไทย รอบนี้เขาตัดสินใจอยู่อย่างเป็นหลักเป็นแหล่งในห้องเช่าเล็กๆเดือนละ 3,000 บาทแถวฝั่งธนบุรี สวมเสื้อเชิ้ตผูกไททะมัดทะแมงแล้วออกหางานตามบริษัทห้างร้านญี่ปุ่นในไทย หลายเดือนผ่านไปด้วยการประหยัดอย่างที่สุด จนอดมื้อกินมื้อในบางคราว ผสมด้วยความเครียด ความท้อแท้จากความล้มเหลวในการหางานหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดฟุคุจังก็ได้งานที่ได้ทำในสิ่งที่ตนถนัด นั่นก็คือเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำคอนเท้นต์ดิจิตอลให้กับโรงเรียนสอนภาษาของฟูจิ ฟูจิซากิในกรุงเทพฯ

ฟุคุจังในมาดผู้จัดการร้านคาราโอเกะ
ฟุคุจังในมาดผู้จัดการร้านคาราโอเกะ

ฟุคุจังเปรยถึงชีวิตเร่ร่อนของตนในข้าวสารว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการหลงทางของตัวเอง ตอนนี้เขาได้เรียนรู้แล้วว่า การใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบนั้นอย่างไม่คิดอะไร ไม่มีใจจะทำอะไร ก็เปรียบเหมือนคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง และด้วยสติและกำลังใจเต็มเปี่ยม ฟุคุจังไม่คิดว่าตัวเองเป็นแกะดำหรือชนชั้นล่างในสังคมอีกต่อไป แม้มีข้อจำกัดบางอย่าง แต่สิ่งสำคัญก็คือความมุ่งมั่นพยายามที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นมนุษย์ที่มีค่า และใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ

ปัจจุบันฟุคุจังไม่เร่ร่อนอีกต่อไป และหันมาเอาดีทางด้านธุรกิจของตนเอง โดยทำร้านราเมงรถเข็นอยู่ที่อโศก และรับนำเข้าของทะเลจากญี่ปุ่น พร้อมกับเป็นผู้จัดการร้านสแน็คและคาราโอเกะในย่านธนิยะด้วย และก็ยังคงเขียนบล็อก แชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเมืองไทยและอาเซียนให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเช่นเดิม

ชีวิตของฟุคุจัง ผ่านสารคดีของญี่ปุ่น

ที่มา rocketnews sixsamana

ผู้เขียน อายะ

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ