แองเกิ้ล
ญี่ปุ่นในมุมมองใหม่ เรื่องราวแปลกใหม่และน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่หาอ่านจากที่อื่นไม่ได้

ถ้ำหินแห่งสรวงสวรรค์ ความมืดมิด และความสว่างไสวของโลก จากโคะจิกิ : บันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุด

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ห่างหายไปเสียนาน หวังว่าจะยังไม่ลืมเรื่องราวจากโคะจิกิทั้ง 2 ตอนที่ผมเล่าไว้คราวก่อน ตั้งแต่การเกิดขึ้นของแผ่นดินญี่ปุ่นอย่างน่าอัศจรรย์ และเรื่องที่ว่าด้วยมรณภูมิ ที่พูดถึงการเกิดและการตายของมนุษย์

คราวนี้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราว ณ ถ้ำหินแห่งหนึ่ง…และเหมือนเคย จงปล่อยใจให้ลอยไปอีกครั้ง จินตนาการไปตามตัวอักษร และเรื่องราวของโคะจิกิกันดูอีกทีครับ!!

อย่าลืมอ่านตอนแรก “กำเนิดท้องฟ้าและผืนโลก” กันก่อนนะครับ!!
ตอน 2 “มรณภูมิ เหตุแห่งการเกิดและการตาย” 

กำเนิดเทพทั้งสาม : ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และท้องทะเล

ในระหว่างที่อิซานางิ และอิซานามิยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนที่จะพลัดพรากจากกันไปอยู่ในมรณภูมิองค์หนึ่งในความตอนที่แล้ว พวกเขาได้ให้กำเนิดเทพต่าง ๆ หลายองค์ ในจำนวนนั้นมี 3 องค์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพองค์อื่น ๆ ได้แก่ “อะมะเทะระสึ” เทพหญิงผู้งดงามแจ่มใส ประดุจแสงอาทิตย์ส่องประกายระยับวับวาว…“ซึคุโยะมิ” เทพชายผู้มีรูปลักษณ์งามสง่า มีความฉลาดเฉลียวเป็นที่ยิ่ง และ “สึซะโนะโอะ” ผู้มีร่างอันแข็งแกร่งใหญ่โต

การกำเนิดของทั้ง 3 สร้างความปิติให้แก่อิซานางิอย่างมาก จึงได้มอบของประจำกาย พร้อมหน้าที่อันยิ่งใหญ่แก่เทพทั้งสาม…

“เทพแห่งดวงอาทิตย์เอย เจ้าจงขึ้นไปสถิตย์ ณ ทะกะมะงะฮะระแห่งสวรรค์

เพื่อปกครองโลกแห่งทิวาวารแทนข้าเถิด”

สั่งพลันคล้องสร้อยมณีส่งประกายแวววับสดใสให้แก่อะมะเทะระสึ อานุภาพของสร้อยยังผลให้พระพักตร์ปรากฏเป็นแสงระยับเจิดจ้าดังทรงแสงสว่างเป็นอาภรณ์ ด้วยการนี้เอง สวรรค์จึงสว่างไสวอยู่ตลอดกาลเวลา

อะมะเตะระสึ เทพแห่งดวงอาทิตย์

และแล้วจึงหันมากล่าวแก่ซึคุโยะมิ…

“เทพแห่งดวงจันทร์ผู้บริสุทธิ์ และฉลาดเฉลียวเอย

เจ้าจงลงไปปกครองโลกแห่งราตรีกาลแทนข้าด้วยเถิด”

สั่งแล้วก็ยื่นไม้เท้าส่งประกายสีเงินยวงประทานให้ พลันเทพซึคุโยมิก็พาร่างหายวับไปกับโลกแห่งราตรีกาล

สึคุโยะมิ เทพแห่งดวงจันทร์ และราตรีกาล

ส่วนสึซะโนะโอะก็ได้กล่าวว่า…

“เทพแห่งท้องทะเลผู้มีพลังอันมหาศาล เจ้าจงไปปกครองท้องทะเลอันไพศาลแทนข้าเถิด”

สั่งไปด้วยว่ากังวลใจ พลางพินิจใบหน้าสึซะโนะโอะด้วยว่าดูน่าเกลียดน่ากลัว ร่างกายก็ใหญ่โตกว่า 2 เมตร ผิดแผกไปจากพระเชษฐา และพระภคินีเป็นอย่างยิ่ง

สึซะโนะโอะ เทพแห่งท้องทะเล

สึซะโนะโอะผู้น่าเกลียดและอ่อนแอ

หลังจากที่เทพผู้มารดา (อิซานามิ) ต้องสิ้นไป และตกไปอยู่ในมรณภูมิแล้วนั้น ก็ไม่เป็นอันปกครองท้องทะเล ได้แต่ร่ำไห้คร่ำครวญมิรู้เหนื่อย สะบัดเท้าเร่า ๆ เหมือนทารก ปล่อยตัวจนน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าเก่า ก่อเกิดเป็นเทพชั่วร้ายมากมายจากความเศร้า ประหนึ่งแมลงวันเดือนห้า นำมาซึ่งความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ภาพการ์ตูนล้อเลียนความอ่อนแอของเทพสึซะโนะโอะ

กาลเป็นเช่นนั้น เทพอิซานางิผู้เป็นบิดา จึงรับสั่งเนรเทศโอรสให้ออกไปเสียจากการปกครองท้องทะเล ในเมื่อเขาเอาแต่ใจและไร้ค่า อยู่ต่อไปก็หาประโยชน์อันใดมิได้…แม้เช่นนั้น สึซะโนะโอะก็หาได้สะทกสะท้านไม่ แต่ก็ดันระลึกถึงพี่สาวขึ้น จึงออกเดินทางไปยังทะกะมะงะฮะระแห่งสวรรค์ ด้วยหวังจะไปร่ำลาอะมะเทะระสึก่อนจาก

สรวงสวรรค์ ดินแดนแห่งความเงียบสงบ

สวรรค์ภายใต้การปกครองของอะมะเทะระสึช่างเงียบสงบ ต้นไม้ล้วนมีแต่กิ่งที่ผลิใบอ่อนแลดูเขียวขจี มีนกน้อยบินรื่นรมย์ตลอดปี ท้องทุ่งสวยสดงดงามด้วยฝูงม้า สัตว์ต่าง ๆ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เบิกบานใจ

แต่แล้วความสงบเรียบร้อยของสรรพสัตว์ และความงามของพืชนานาพันธุ์ ก็สูญสิ้นไปพร้อม ๆ กับเสียงดังสวบ ๆ สนั่นลั่น ราวกับแผ่นดินจะแยกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทุกก้าวที่เดินไปคันนาก็พังทลายลงสิ้น ต้นไม้หักโค่นราบเตียนไม่เหลือสิ่งใด

อะมะเตะระสึตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองออกไปจึงเห็นชายร่างใหญ่เดินไหล่กระเพื่อมมาด้วยพลังมหาศาล…”ไม่ผิดแน่ เป็นเจ้าน้องชายของข้านั่นเอง สงสัยจะมาแย่งครองดินแดนของข้าเป็นแน่!!” เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงรีบหลบลี้เข้าไปแฝงกายอยู่ในถ้ำใหญ่ที่เรียกกันว่า “อะเมะโนะอิวะยะ” หรือถ้ำแห่งสรวงสวรรค์ ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งสวรรค์ แลโลกมนุษย์จึงมืดมิดลงโดยพลัน มิสามารถแบ่งแยกกลางวันกลางคืนได้เป็นเวลานานแสนนาน สร้างความเดือดร้อนในแดนสวรรค์ยิ่งกว่าคราใด

อุบายอันแยบยล เพื่อลวงอะมะเตะระสึให้เผยกายอีกครั้ง

เทพทั้งหลายไม่อยู่นิ่ง ต่างพากันวางอุบายเพื่อจะนำความสว่างไสวกลับมาให้ได้อีกครั้ง และเทพอาวุโสคะเมะอิคะเนะ จึงได้เสนอหนทางแก่เทพทั้งหลายให้ได้ลงมือ…

เหล่าเทพได้เตรียมง้าวอันงดงามทำด้วยเหล็กจากภูเขาลูกหนึ่งบนสวรรค์นั้น สร้อยมณีจากมณีทรงลูกน้ำ 500 ดวง มีกระจกแผ่นใหญ่ร้อยติดไว้ด้วยกัน แล้วจึงต้อนไก่ที่มีชื่อว่านะงะนะคิโทะริมารวมกันไว้จำนวนมาก ด้วยเหตุที่ไก่ชนิดนี้มีนิสัยชอบขันยาว ๆ และนาน ๆ และประดับกิ่งต้นซากะคิด้วยสร้อยมณีนั้น โดยให้กระจกประดับไว้ตรงกลางต้น ก่อนจะนำสิ่งของทั้งหมดนี้ตรงไปยังถ้ำที่อะมะเตะระสึแฝงกายอยู่ภายใน

เทพอะเมะโนะอุซึเมะ ขณะร่ายรำไปตามอุบายที่วางไว้

นำถังไม้คว่ำลงที่กลางวง และให้เทพอะเมะโนะอุซึเมะ ผู้งดงามแต่มีลักษณะคล้ายบุรุษ ขึ้นไปร่ายรำบนถังไม้ สร้างความครื้นเครง เคล้าเสียงดนตรี เสียงหัวเราะร่าของเหล่าเทพ และเสียงไก่ขันยาวนานอึกทึกครึกโครมไปทั่วสวรรค์ ดังถึงขั้นเล็ดลอดเข้าไปในถ้ำสวรรค์ จนอะมะเตะระสึก็ฉงนใจถึงเสียงต่าง ๆ พาลให้แง้มประตูหินเปิดออกเพื่อแอบดูว่าสิ่งใดเล่า ที่เกิดขึ้นภายนอก

อะมะเตะระสึขณะเผยกายออกมาจากถ้ำแห่งสรวงสวรรค์ – ภาพโดย Shunsai Toshimasa, 1887

“ข้าไม่อยู่เสียคนหนึ่งโลกทั้งใบต้องมืดมิด ไหนเลยพวกท่านถึงได้โห่ร้องเหมือนดั่งคนเสียจริตเช่นนี้ได้เล่า?” อะมะเตะระสึถามไปด้วยใจสงสัย

“ก็เพราะมีเทพองค์ใหม่ที่มีมหิทธานุภาพเหนือกว่าท่านมาแทนอย่างไรเล่า!” เทพอะเมะโนะอุซึเมะผู้กำลังร่ายรำแสร้งหลอก…

กาลนั้นเอง กระจกที่ประดับไว้ก็สะท้อนภาพเรือนร่างอันงดงามส่งแสงประกายระยับของอะมะเตะระสึ ด้วยมิทันสังเกตว่าเป็นภาพสะท้อนของตนเอง แลสำคัญผิดว่าตนได้พบกับเทพองค์ใหม่ จึงเผลอผลักประตูหินออก แล้วเผยกายออกสู่สวรรค์ นำความสว่างไสวกลับมาสู่โลกอีกวาระหนึ่ง คืนอันมืดมิดก็พลันสดใสขึ้น สรวงสวรรค์จึงได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง…อุบายอันแยบยลสัมฤทธิ์ผล

สึซะโนะโอะ ผู้ถูกเนรเทศซ้ำ ไปสู่โลกมนุษย์

บทลงโทษแก่ความเลวร้ายที่สึซะโนะโอะได้นำมาสู่สรวงสวรรค์ ทำให้เทพทั้งหลายขับไล่เขาออกจากดินแดนอันสงบสุขนี้ แต่ก่อนไปก็ได้จับเขาตัดเล็บ โกนหนวด ชำระล้างความสกปรกเสียให้เกลี้ยงเกลา ก่อนจะลงไปสู่โลกด้วยประการฉะนี้เอง

…เรื่องราวบนสวรรค์ก็จบลงด้วยกาลนี้ นอกจากความบันเทิงในตำนานโคะจิกิที่ผมเล่ามาแล้ว ความในบทนี้ยังสะท้อนให้เห็นความเชื่อในแบบชินโต ว่างานครื้นเครง ดนตรี และการร่ายรำ เป็นสิ่งที่ใช้ในการบูชาเทพเจ้าในความเชื่อของพวกเขา เทพเจ้าของพวกเขาเป็นผู้รักสนุก และรักความสะอาดยิ่งกว่าใครทั้งปวง…เพื่อน ๆ ก็คงจะสังเกตได้จากงานเทศกาลทั้งหลายที่ยังสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบันใช่ไหมหล่ะครับ? มีงานเทศกาลไหนบ้าง ที่เราไม่เห็นการโห่ร้องของผู้คน? งานไหนบ้างที่เราไม่เห็นการร่ายรำและดนตรี? หรืองานไหนบ้างที่เราไม่เห็นความสะอาดเป็นที่สุด แม้ว่าคนจะเนืองแน่นแค่ไหนก็ตาม? ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไป แถมยังถูกบันทึกไว้ในโคะจิกินี้มานานกว่า 1300 ปีเลยทีเดียวนะครับ!!

ที่มา: 古事記
ที่มาภาพ: allabout-japan

ชอบบทความนี้กดไลค์ให้กำลังใจนักเขียนที่นี่ค่ะ

Get real time updates directly on you device, subscribe now.

Leave a Reply